
ยุทธวิธีจับยาเสพติดกลางแหล่งชุมชน
ถ้าในรถไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยตามการข่าว ตำรวจชุดจับกุมต้องหยุดทำหน้าที่ทันที การไปไล่ชนไล่ยิงแล้วถือว่าไม่สมควร
โดย...เอกชัย จั่นทอง
เป็นข่าวครึกโครมตามหน้าหนังสือพิมพ์และจอโทรทัศน์มาหลายวัน หลังชุดปฏิบัติการจับยาเสพติดของสถานีตำรวจนครบาลบางชัน 3 นาย ได้สร้างความเสื่อมเสียให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ สตช. หลังออกปฏิบัติหน้าที่เฝ้าจับยาเสพติดภายในซอยรามคำแหง 118 แยก 46-10 แขวงและเขตสะพานสูง กทม. หลังรับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการส่งยาเสพติดในจุดดังกล่าว ซึ่งเป็นรถเก๋งยี่ห้อซูซูกิ สวิฟท์ สีเทา หมายเลขทะเบียน 1 กฆ 1993 กรุงเทพมหานคร
กระทั่งรถต้องสงสัยมาถึง ตำรวจขับรถปาดหน้าก่อนลงจากรถชักอาวุธปืนจ่อไปที่คนขับตะโกนให้คนในรถลงมา แต่สุดท้ายรถคันดังกล่าวตัดสินใจขับหนี ตำรวจจึงใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงไม่ยั้งที่บริเวณล้อรถยนต์ จนสุดท้ายทราบว่าเป็นการจับผิดตัวไม่ใช่คนร้ายตามที่สายลับแจ้งมาตั้งแต่แรก
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้อาวุธปืนยิงมั่ว จับมั่ว ใจกลางแหล่งชุมชนที่มีคนพลุกพล่าน นั่นหมายความว่าหากพลาดไป ประชาชนบริเวณนั้นต้องได้รับบาดเจ็บ ร้ายแรงสุดอาจเสียชีวิต ไล่ย้อนดูเหตุการณ์จับยาเสพติดสะเทือนขวัญของตำรวจในช่วงอดีตที่ผ่านมา พบว่าประชาชนถูกลูกหลงจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจนตำรวจต้องตกเป็นจำเลยของสังคมในหลายเหตุการณ์
อย่างเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2557 ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.บางชัน ได้เฝ้าจับกุมแก็งค์ยาเสพติด แต่ผิดตัวก่อนใช้อาวุธปืนยิงสนั่นกลางกรุงเทพมหานคร ย่านรามคำแหง โชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่สร้างความหวาดผวาให้กับผู้เสียหายและคนในบริเวณนั้นอย่างมาก
ย้อนไปเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจังหวัดชลบุรี ได้ทำการล่อซื้อยาไอซ์ ก่อนเปิดฉากยิงสนั่นกลางเมืองชลบุรี ครั้งนี้ส่งผลให้นักศึกษา มหาวิทยาลัยบูรพา ที่นั่งมาในรถเก๋งไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดนกระสุนจนเสียชีวิตทันทีภายในรถ
อีกเหตุการณ์ ดวลปืนสนั่นกลางแหล่งชุมชนย่านนางเลิ้ง เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เข้าจับยาเสพติดย่านนางเลิ้ง สุดท้ายคนร้ายไหวตัวทัน ทั้งสองจึงสาดกระสุนเปิดฉากปะทะชั่วครู่ ส่งผลให้ชาวบ้านบริเวณนั้นโดนลูกหลงกระสุนทะลุแก้มออกข้างหู
อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รักษาราชการแทนผู้กำกับการปฏิบัติการพิเศษ (คอมมานโด) กองบังคับการปราบปราม (รรท.รองผกก.ปพ.บก.ป.) เผยถึงยุทธวิธีในการเข้าจับกุมยาเสพติดให้ปลอดภัยและลดความสูญเสียให้มากที่สุดว่า โดยปกติการเข้าจับกุมขบวนค้ายาเสพติดรายใหญ่ ตำรวจจะมีสายลับแจ้งข้อมูลความเคลื่อนไหวต่างๆ ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมองได้หลายแบบว่า ถูกสายลับหลอกหรือสายดูเป้าหมายผิดตัวทำให้เกิดข้อมูลคลาดเคลื่อน
สำหรับขั้นตอนก่อนเข้ากุมอย่างถูกต้องปลอดภัยนั้น ภายหลังได้ข้อมูลเจ้าหน้าที่ตำรวจเองต้องตรวจสอบประวัติของคนร้ายอย่างละเอียดว่าเป็นใคร ผู้หญิงหรือผู้ชาย ดูความเชื่อมโยงของคนร้ายว่าเป็นใคร หน้าตา รูปพรรณสัณฐานเป็นอย่างไร ตรวจเช็คหมายเลขทะเบียนรถ สี ยี่ห้อ รุ่น อย่างชัดเจน จนมั่นใจว่าข้อมูลถูกต้อง จากนั้นกระจายกำลังไปตามจุดเพื่อรอจับกุมผู้ต้องสงสัยตามการข่าว
“ถ้าในรถไม่ใช่ผู้ต้องสงสัยตามการข่าว ตำรวจชุดจับกุมต้องหยุดทำหน้าที่ทันที การไปไล่ชนไล่ยิงแล้วถือว่าไม่สมควร ตำรวจมีวิธีอื่นอีก เช่น อาจสะกดรอยตามรถต้องสงสัยไปก่อนได้ พอติดไฟแดงตำรวจค่อยเข้าล้อมจับกุมให้ผู้ต้องหาลงจากรถ ซึ่งต้องรู้แล้วว่าใครเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ขับ สมมุติว่าคนร้ายเป็นผู้ชายแต่ผู้หญิงขับรถ มันก็ไม่น่าใช่แล้ว คือตำรวจเราต้องรีเช็คซ้ำจนแน่ใจก่อนลงมือปฏิบัติ เพราะบางครั้งการทำงานลักษณะนี้อย่าเชื่อสายลับมากเกินไปบางทีสับขาหลอก” รรท.รองผกก.ปพ.บก.ป. กล่าว
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า การจับกุมตำรวจจะต้องแสดงตัวให้ชัดเจน และเช็คข้อมูลคนร้ายด้วยว่าพกอาวุธปืนหรือไม่ ถ้าไม่มีอาวุธก็ไม่จำเป็นต้องต้องใช้ปืนจ่อทั้งหมด โดยตำรวจจะมีการใช้ยุทธวิธีตำรวจแบบคอนแทค แอนด์ คัฟเวอร์ (Contact and Cover) ซึ่งถ้าเป็นผู้คุ้มกันที่ดี จะรักษาคู่หูให้ปลอดภัยได้ จริงแล้วบางครั้งอาจไม่ต้องเสียกระสุนเลยแม้แต่นัดเดียวหากทำตามยุทธวิธีอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้อาวุธในพื้นที่แหล่งชุมชนให้มากที่สุด ไม่งั้นตำรวจอาจพลาดตกเป็นจำเลยของสังคมจากกระสุนปืนไปถูกผู้บริสุทธิ์ได้







