
รพ.เอกชนโจ๋งครึ่มโฆษณาแฝง"อุ้มบุญ"
เปิดเผยโจ่งแจ้งไม่ต้องแอบทำในที่ลับตา นั่นเพราะ “การอุ้มบุญ” ไม่ได้ผิดกฎหมาย หากแต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนด
โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
เปิดเผยโจ่งแจ้งไม่ต้องแอบทำในที่ลับตา นั่นเพราะ “การอุ้มบุญ” ไม่ได้ผิดกฎหมาย หากแต่ต้องอยู่ในเงื่อนไขที่กำหนด
ประกาศแพทยสภาที่ 21/2545 เรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ฉบับที่ 2) ข้อ 4/2 (3) กำหนดเงื่อนไขว่า ต้องไม่จ่ายค่าตอบแทนแก่บุคคลที่อุ้มบุญ และผู้ที่อุ้มบุญต้องเป็นญาติโดยสายเลือดเท่านั้น
ทว่า ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
เปิดเว็บกูเกิลเคาะแป้นพิมพ์คำว่า “อุ้มบุญ” เว้นวรรค “โรงพยาบาล” จะพบผลการค้นหาจำนวนมากให้เลือกสรร
เว็บไซต์โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำหลากหลายแห่ง โดยเฉพาะข้อมูลจากแผนก “ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก” นอกจากจะเป็นแหล่งความรู้อุ้มบุญที่ถูกต้องตามมาตรฐานแล้ว ยังพบว่าเป็นกระดาน “โฆษณาแฝง” สำหรับประกาศ “รับซื้อ” บริการอุ้มบุญ
โรงพยาบาลบางแห่งโพสต์ตอบผู้ที่ตั้งคำถามไว้ในกระดานข่าวว่า มีบริการอุ้มบุญให้บริการแต่ต้องหา “คนอุ้ม” มาเอง
บางแห่งกลับมีแพทย์มาโพสต์ตอบว่า “ขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ต้องการทราบครับ” ภายหลังมีผู้มาโพสต์ประกาศ “รับอุ้มบุญ” ให้กับคู่สมรสที่มีบุตรยาก
“เรียนคุณหมอ ดิฉันต้องการรับจ้างอุ้มบุญให้กับคู่สมรสที่มีบุตรยากที่อุ้มท้องเองไม่ได้ ดิฉันอายุ 27 ปี น้ำหนัก 50 กิโลกรัม สูง 160 ซม. ผิวขาว การศึกษาปริญญาตรี หากคู่สมรสคู่ไหนต้องการให้ดิฉันอุ้มบุญแทน ดิฉันก็ขออนุญาตฝากข้อมูลติดต่อผ่านทางคุณหมอ”
ในกระดานข่าวเดียวกันนี้ มีการโพสต์ข้อความต่ออีกมากมาย
“ต้องการหญิงรับอุ้มบุญค่ะ อายุ 2030 ปี สถานภาพหย่าร้าง และเคยมีลูกแล้ว สนใจส่งรูป ประวัติ การงาน และค่าตอบแทนที่อยากได้ มาที่ ...”
“เรียนคุณหมอ ดิฉันต้องการรับอุ้มบุญค่ะ อายุ 21 ปี จบ ปวส. ไม่เคยมีบุตร ผิวคล้ำ ไม่มีโรคประจำตัว ตอนนี้ว่างงาน ต้องการหาเงินใช้หนี้ให้พ่อแม่ ราคาคุยกันได้ mail ติดต่อกลับ ...”
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเสี้ยวเล็กๆ
คำถามคือ พฤติกรรมเหล่านี้ผิดกฎหมายใช่หรือไม่ และเหตุใดเว็บไซต์โรงพยาบาลชั้นนำจึงยินยอมให้เกิดขึ้น
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บอกว่า ปัจจุบันมีสถานพยาบาล 7 แห่ง ที่เปิดให้บริการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนอีก 5 แห่ง ลักลอบอุ้มบุญ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเอาผิด
ด้าน น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บอกว่า การแก้ปัญหานี้ต้องมีการบูรณาการจากหลายภาคส่วน นั่นเพราะแต่ละหน่วยงานถือกฎหมายต่างกัน สำหรับ สธ.เองดูแลเฉพาะส่วนของสถานประกอบการและวิชาชีพการแพทย์ หากเป็นเรื่องการค้ามนุษย์จะกลายเป็นอำนาจของกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์
นอกจากนี้ เป็นเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อผ่านอินเทอร์เน็ต เกี่ยวข้องกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
สอบถามเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า ไอซีทีทำได้เพียงตาม “บล็อก” เว็บไซต์ที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ในขณะที่การเอาผิดต้องให้ตำรวจ ปคม.ตีความว่าเข้าข่าย “ค้ามนุษย์” หรือไม่
จึงเป็นเรื่องยากที่จะจัดระเบียบ “อุ้มบุญ” ให้ตรงตามข้อกำหนดของแพทยสภา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา นพ.ธีรยุทธ์ จงวุฒิเวศย์ สูติศาสตร์นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลพญาไท 2 ยืนยันว่า โรงพยาบาลไม่มีนโยบายอุ้มบุญ และไม่มีการทำอุ้มบุญ
“การรับจ้างอุ้มบุญถือว่าเป็นเรื่องไม่สมควรทำ และเมื่อมีการจ่ายค่าจ้าง ก็ถือว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์” นพ.ธีรยุทธ์ ระบุ
วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ สธ. บุกตรวจคลินิกเวชกรรมเฉพาะทาง สาขาสูตินรีเวช ย่านเพชรบุรีตัดใหม่ พบว่าเปิดถูกต้อง แต่พบว่าให้บริการอุ้มบุญแก่หญิงที่ไม่ได้เป็นญาติ
ทั้งนี้ เจ้าของคลินิกมีโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่แพทย์ผู้ให้บริการอยู่ระหว่างการตรวจสอบจริยธรรมโดยแพทยสภา







