
กางปฏิทินสรรหาสปช.
สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะพิสูจน์ว่าการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะพิสูจน์ว่าการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสียเปล่าหรือเสียของหรือไม่ เพราะต้องเข้าปฏิรูปประเทศให้ไปจากวิกฤตการเมืองในช่วงที่ผ่านมาให้ได้
“สปช.เป็นสถาบันที่มีความสำคัญยิ่งในการปฏิรูปประเทศ จึงต้องพิจารณาหลักการในการสรรหาที่ต้องการบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลาย เพื่อแก้ไขปัญหาครอบคลุมทุกมิติในสังคมไทย” ภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหา สปช. ระบุ
ทั้งนี้ ตามมาตรา 31 รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้อำนาจ สปช.ไว้ เช่น ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อปฏิรูปด้านต่างๆ ไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี คสช. หรือคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้น
ล่าสุด กกต.ได้กำหนดขั้นตอน ระยะเวลากระบวนการสรรหา สปช. ดังนี้
1) ภายในวันที่ 13 ส.ค. คสช.ต้องประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา สปช. โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก คือ คณะกรรมการสรรหาที่มีความเชี่ยวชาญ 11 ด้าน ประกอบด้วย การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การปกครองท้องถิ่น การศึกษา เศรษฐกิจ พลังงาน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สื่อสารมวลชน สังคม และอื่นๆ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาด้านละ 7 คน เพื่อทำหน้าที่สรรหาบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญให้ครบทั้ง 11 ด้าน ด้านละ 50 คน เสนอต่อ คสช. ซึ่ง คสช.จะคัดเลือกให้เหลือไม่เกิน 173 คน เพื่อดำรงตำแหน่ง สปช.
ส่วนที่สอง คือ คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด จังหวัดละ 5 คน ประกอบด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัดของจังหวัดนั้นครั้งล่าสุด และประธาน กกต.ประจำจังหวัด เพื่อทำหน้าที่สรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม 5 คน เสนอต่อ คสช. โดย คสช.จะคัดเลือกให้เหลือจังหวัดละ 1 คน โดยขั้นตอนสุดท้ายจะได้ สปช.จากส่วนนี้รวม 77 คน
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสรรหาประจำกรุงเทพฯ จะมีความแตกต่างจากคณะกรรมการประจำจังหวัดอื่น ประกอบด้วย ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ปลัดกรุงเทพฯ ผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบลในระดับจังหวัดของกรุงเทพฯ ครั้งล่าสุด และประธาน กกต.ประจำกรุงเทพฯ เป็นคณะกรรมการสรรหาประจำกรุงเทพฯ
จุดต่างสำคัญระหว่างการสรรหาใน 2 ส่วน คือ การสรรหา สปช.ตามความเชี่ยวชาญ 11 ด้าน เปิดโอกาสให้นิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไร เสนอชื่อต่อคณะกรรมการสรรหา แล้วคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้คัดเลือกรายชื่อเสนอต่อ คสช. แต่การสรรหา สปช.จากจังหวัด คณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดจะเป็นผู้แสวงหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและเสนอต่อ คสช.ด้วยตนเอง
2) วันที่ 14 ส.ค.2 ก.ย. เปิดรับเสนอชื่อจากนิติบุคคลไม่แสวงหาผลกำไร ณ สำนักงาน กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (20 วัน) ทั้งนี้ยึดนิติบุคคลไม่แสวงหาผลกำไรที่ผ่านการรับรองโดยกฎหมายเป็นหลัก ไม่มีการกำหนดระยะเวลาในการจดทะเบียนของนิติบุคคล พร้อมกันนั้นคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัดจะเริ่มแสวงหาบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม แล้วยื่นต่อสำนักงาน กกต. เพื่อทำการตรวจสอบ
3) วันที่ 312 ก.ย. สำนักงาน กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่ถูกเสนอเข้ารับการสรรหาทั้งสองส่วน โดยแนบเป็นข้อเสนอแนะส่งกลับไปยังคณะกรรมการสรรหา กล่าวคือ สำนักงาน กกต.ไม่มีหน้าที่ในการตัดสิน เพียงแต่ทำหน้าที่ในการเสนอข้อคิดเห็นไปยังคณะกรรมการสรรหาเท่านั้น นอกจากนี้ กกต.ยังต้องขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานรัฐอื่นๆ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) กรมราชทัณฑ์ และผู้แทนศาลล้มละลายกลาง ฯลฯ เพื่อร่วมทำการตรวจสอบ
4) วันที่ 1322 ก.ย. คณะกรรมการสรรหาผู้มีความเชี่ยวชาญจาก 11 ด้าน คัดเลือกบุคคลที่ถูกเสนอชื่อให้เหลือด้านละ 50 คน รวม 550 คน ส่งให้ คสช.คัดเลือกเหลือไม่เกิน 173 คน (แต่ละด้านไม่จำเป็นจะต้องมีสมาชิกเท่ากัน) และคณะกรรมการสรรหาประจำจังหวัด คัดเลือกบุคคลจังหวัดละไม่เกิน 5 คน ส่งให้ คสช.คัดเลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน ดังนั้นจะได้ สปช.รวมไม่เกิน 250 คน
5) ภายในวันที่ 2 ต.ค. คสช.นำรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือก 250 คน ทูลเกล้าฯ ถวายแต่งตั้งเป็น สปช. พร้อมประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา
ทั้งหมดนี้ต้องตามติดกันอย่ากะพริบ ว่าท้ายที่สุดแล้วจะได้คนดีมีความรู้เข้ามาช่วยกันปฏิรูปประเทศให้เดินหน้าก้าวไกลกว่านานาประเทศหรือไม่ ซึ่งกาลเวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์







