
ฉันทนาสวยน้อยกำลังซื้อหด
กำลังซื้อสาวโรงงานวูบ หลังเงินกู้นอกระบบโดนคุมเข้ม กระทบ “มิสทิน” โตต่ำสุดรอบ 13 ปี
กำลังซื้อสาวโรงงานวูบ หลังเงินกู้นอกระบบโดนคุมเข้ม กระทบ “มิสทิน” โตต่ำสุดรอบ 13 ปี
นายดนัย ดีโรจนวงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) ผู้จัดจำหน่ายเครื่องสำอางระบบขายตรงมิสทิน เปิดเผยว่า ยอดขายรวมปีนี้บริษัทคาดจะอยู่ที่ 1.37 หมื่นล้านบาท หรือเติบโตเพียง 3% ถือเป็นยอดขายที่โตต่ำสุดในรอบ 13 ปี จากที่ผ่านมามิสทินจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 710% เพราะกลุ่มลูกค้าหนึ่งในหลายกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มสาวโรงงาน กำลังซื้อลดลงจากเงินกู้นอกระบบโดนคุมเข้ม ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตรการเพื่อให้คนมีวินัยการเงิน
“ไตรมาสแรกปีนี้ แม้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างมาก กำลังซื้อระดับรากหญ้าโดยรวมลดลง 12% แต่บริษัทยังสามารถโตได้ 4% พอมาไตรมาส 2 หลัง คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ยอดขายของบริษัทกลับโตเพียง 1% เนื่องจากการจ่ายเงินค่าจำนำข้าวยังไม่กระตุ้นเศรษฐกิจเท่าไร อีกทั้งที่ผ่านมา คสช.คุมเข้มการปล่อยกู้นอกระบบ ทำให้ไม่เกิดสภาพคล่องทางการเงินของคนระดับรากหญ้าที่เป็นกลุ่มสาวโรงงาน ซึ่งเข้าใจดีว่า คสช.ต้องการให้คนหันมาใช้เงินในระบบที่จะส่งผลดีต่อวินัยทางการเงินของประชาชน และเศรษฐกิจระยะยาว” นายดนัย กล่าว
ด้านเครื่องสำอางที่จับกลุ่มลูกค้าระดับกลางขึ้นไป นายสุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม เช่น บิวตี้บุฟเฟต์ บิวตี้ คอทเทจ กล่าวว่า ในปีนี้ยอดขายของบริษัทน่าจะสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 30% แม้ว่าในไตรมาสแรกจะขยายเพียง 20.6% ก็ตาม เนื่องจากยอดขายเริ่มกระเตื้องขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลังจากปัญหาการเมืองเริ่มนิ่ง และเมื่อ คสช.เข้ามาในเดือน พ.ค. ยอดขายก็ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ไตรมาส 2 ขยายตัวได้ใกล้เคียงเป้าหมาย
สำหรับไตรมาส 3 เป็นช่วงหน้าฝน โลว์ซีซั่น บริษัทก็ใช้กลยุทธ์เร่งออกสินค้าใหม่ออกมาสู่ตลาด รวมถึงการขยายสาขาใหม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ยอดขายของสาขาเดิมยังมีการเติบโต
“บิวตี้ฯ จับตลาดผู้มีรายได้ระดับกลาง มีคู่แข่งไม่มากเหมือนระดับล่าง และสินค้าประเภทเดียวกันยังมีหลายราคาให้เลือกซื้อ เมื่อเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมา ก็พร้อมจะจับจ่ายซื้อสินค้า” นายสุวิน กล่าว
ในครึ่งปีหลัง กำลังซื้อที่เริ่มฟื้นตัวเนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่เริ่มนิ่ง ทำให้ประชาชนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ทำให้บริษัทฯเดินหน้าจัดกิจกรรมการตลาดมากขึ้นด้วย โดยใช้งบการตลาดจำนวน 900 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ในครึ่งปีหลัง 60% เน้นผ่านสื่อโทรทัศน์และออนไลน์
พร้อมกันนี้ได้พยายามหาช่องทางการทำกิจกรรมการตลาดใหม่ เช่น จัดโปรโมชั่นจำหน่ายสินค้าผ่านโปรแกรมแชตไลน์ การขายลิปสติกบนสายการบินแอร์เอเชียเพื่อให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น รับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การเปิดตัวสินค้าใหม่มากขึ้นในไตรมาส 4 จำนวน 8 รายการส่วนใหญ่เป็นเครื่องสำอาง และลดราคาสินค้าใหม่ลง 5% แต่จะส่งผลให้กำไรของบริษัทฯนั้นลดลง 4 %
สำหรับ ปัจจุบันบริษัทฯมีผู้จำหน่ายอิสระหรือสาวมิสทินจำนวน 1.01 ล้านคน ขณะที่ภาพรวมธุรกิจขายตรงปีนี้ทั้งปี จะเติบโตได้ 23%







