posttoday
พรรคการเมืองรู้ทันไม่เล่นตามเพลง "คสช."

พรรคการเมืองรู้ทันไม่เล่นตามเพลง "คสช."

05 สิงหาคม 2557

ตามปฏิทินทางการเมืองที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางเอาไว้

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ตามปฏิทินทางการเมืองที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางเอาไว้ เมื่อมีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วจะเป็นคิวของการจัดตั้งรัฐบาลและตามด้วย “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” (สปช.) โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะฝ่ายเลขานุการการสรรหาสมาชิก สปช. คาดว่ารายชื่อสมาชิก สปช.ทั้ง 250 คน น่าจะออกมาได้อย่างเป็นทางการในช่วงต้นเดือน ต.ค.

แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ กระบวนการสรรหาสมาชิก สปช.คงต้องเจอกับแรงเสียดทานอยู่ไม่น้อย ซึ่งประเด็นที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด คือ การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้กระบวนการสรรหาสมาชิก สปช.มี 2 วิธี ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการสรรหาในส่วนจังหวัด 77 จังหวัด และ 2.คณะกรรมการสรรหาตามประเด็นการปฏิรูป 11 ด้าน จำนวน 11 คณะ ซึ่ง คสช.เป็นผู้แต่งตั้ง

ทว่าการสรรหาผ่านคณะกรรมการสรรหาทั้ง 2 รูปแบบ มีข้อสงสัยตรงที่ความเหมาะสมของผู้ที่จะมาทำหน้าที่กรรมการสรรหา

โดยเฉพาะคณะกรรมการสรรหา 11 คณะ เนื่องจาก คสช.ไม่เคยบอกรายละเอียดว่ามีกระบวนการคัดเลือกบุคคลที่จะมาทำหน้าที่กรรมการสรรหาอย่างไร แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 30 (2) จะบังคับให้ คสช.ต้องตั้งคณะกรรมการสรรหาแต่ละด้านจากผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ยอมรับของบุคคลในด้านนั้นๆ แต่ คสช.จะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่ คสช.แต่งตั้งนั้นจะมีความรู้ ประสบการณ์ และเป็นที่ยอมรับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

จากปัญหาดังกล่าว คสช.อาจตระหนักได้ว่าหากไม่แสดงออกถึงการเปิดโอกาสในการมีส่วนร่วมจากหลายฝ่ายให้มากที่สุด ย่อมจะมีผลต่อการทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่และการปฏิรูปประเทศในอนาคตได้รับการยอมรับ อันอาจเป็นช่องให้ฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาใช้อำนาจเสียงข้างมากแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ทั้งหมดจึงเป็นคำตอบว่าทำไม คสช.ถึงต้องออกประกาศฉบับที่ 119/2557 ให้พรรคการเมืองสามารถเสนอชื่อบุคคลเข้ามาเป็นสมาชิก สปช.ได้

เดิมทีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการสรรหาสมาชิก สปช. พ.ศ. 2557 มาตรา 11 เปิดทางให้องค์กรนิติบุคคลที่ถูกต้องตามกฎหมาย 7 ประเภทเท่านั้นที่สามารถเสนอชื่อบุคคลเข้ารับการสรรหาเป็นสมาชิก สปช.ได้ เช่น รัฐวิสาหกิจ สมาคม มูลนิธิ เป็นต้น โดยปิดช่องไม่ให้พรรคการเมืองที่มีสถานะเป็นนิติบุคคลได้มีสิทธิเสนอชื่อสมาชิก สปช.

จะว่าไปแล้ว การไม่ให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญภายใต้สถานการณ์พิเศษอย่างการรัฐประหารไม่ได้เป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเมื่อครั้งตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2549 ก็ไม่ปรากฏตัวแทนของพรรคการเมืองเข้าไปใน ส.ส.ร. หรือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ในครั้งนี้บริบททางการเมืองไม่เหมือนกับในอดีต จน คสช.มองว่าควรให้พรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วม

กล่าวคือ ในอดีตกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับจากหลายฝ่ายตรงที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เปิดทางให้มีการจัดทำประชามติว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 หรือไม่ พอมีฉันทานุมัติออกมาว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วย จึงทำให้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มีเกราะคุ้มกัน ฝ่ายการเมืองคิดจะใช้เสียงข้างมากเพื่อแก้ไขก็ไม่อาจทำได้ง่ายๆ สะท้อนได้จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เอาไว้ว่า หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องผ่านความเห็นชอบจากประชาชนก่อน รวมทั้งต้องยึดหลักนิติธรรมด้วย

แต่เมื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน คสช.ตัดสินใจไม่ให้มีการทำประชามติ เท่ากับว่าเสี่ยงต่อการถูกแก้ไขแบบล้างบางด้วยอำนาจเสียงข้างมากในอนาคตได้ง่าย ดังนั้น คสช.จำเป็นต้องแก้กติกาเพื่อให้ฝ่ายพรรคการเมืองส่งคนเข้ามาเป็นสมาชิก สปช.

เพราะอย่างน้อยการให้มีตัวแทนพรรคการเมืองเข้ามามีบทบาทใน สปช.โดยตรง ย่อมเป็นเงื่อนไขที่ คสช.นำไปอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอนาคต ประกอบกับจะเป็นชนักปักหลังไม่ให้พรรคการเมืองในฐานะที่จะเป็นผู้เข้ามาใช้อำนาจรัฐต่อไปไม่กล้าแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเหตุผลรองรับได้อีก

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าพรรคการเมืองจะไม่เดินตามหมากที่ คสช.วางไว้ หลังจากพรรคการเมืองใหญ่ 3 พรรค ทั้ง “เพื่อไทยประชาธิปัตย์ชาติไทยพัฒนา” ปฏิเสธความหวังดีของ คสช.ในครั้งนี้

“ความรู้สึกประชาชนอยากให้คนที่ไม่ใช่นักการเมืองเข้าไปปฏิรูป จึงคิดว่าบทบาทที่พึงกระทำคือการให้ข้อมูลเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความลำบากใจ” (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์)

“ไม่จำเป็นต้องส่งตัวแทนพรรคเข้าร่วมเป็นสมาชิก สปช. การที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ แล้ว ผู้ที่เป็น สปช.มองเห็นว่าเป็นประโยชน์ ก็สามารถหยิบยกนำไปใช้ได้ ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว” (อุดมเดชรัตนเสถียร แกนนำพรรคเพื่อไทย)

“พรรคการเมืองในเวลานี้หากเข้าไปเป็นสมาชิก สปช.อาจก่อให้เกิดปัญหาประโยชน์ทับซ้อนได้” (สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา)

การออกตัวปฏิเสธตั้งแต่นกกระจอกยังไม่ทันจะกินน้ำของพรรคการเมือง เนื่องจากรู้ดีว่าต่อให้ตัวเองเข้าไปใน สปช.ก็ไม่สามารถไปคานอำนาจอะไรได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ไม่เปิดประตูให้ตัวแทนพรรคการเมืองเข้าไปนั่งในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหัวใจของการจัดทำรัฐธรรมนูญ

ในทางกลับกัน ถ้าเข้าไปอยู่ใน สปช.ก็ไม่ต่างอะไรกับการไปสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งๆ ที่อาจมีบทบัญญัติล้างบางฝ่ายการเมืองทุกพรรคในระยะยาว จึงคิดว่าสู้อยู่ข้างนอกสภาและคอยจับตาดูดีกว่า เพราะต่อไปฝ่ายการเมืองจะได้มีความชอบธรรมมากพอที่จะใช้เสียงข้างมากได้โดยไม่มีแรงเสียดทานมากนัก เว้นเสียแต่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีบทบัญญัติที่ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเวลาหลายปี

ดังนั้น เมื่อการปฏิรูปประเทศเริ่มมีบางฝ่ายไม่เล่นตามเพลงของ คสช. จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ คสช.ต้องแก้ให้ได้ ก่อนที่เพลงจะล่มและไม่สามารถฟังได้ในที่สุด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท