
ยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานงานท้าทายอนาคตอาเซียน
หากกล่าวถึงอุปสรรคการพัฒนาเศรษฐกิจของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน)
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
หากกล่าวถึงอุปสรรคการพัฒนาเศรษฐกิจของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ณ ขณะนี้ คงไม่มีประเด็นใดร้อนแรงเกินไปกว่า ปัญหาความขาดแคลนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีกแล้ว
ทุกวันนี้ ทั่วโลกต่างจับจ้องการรวมตัวกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่แห่งใหม่ ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน ชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีภาคการเงินที่แข็งแกร่งหลังจากผ่านพ้นวิกฤตต้มยำกุ้ง และได้กลายเป็นภูมิคุ้มกันในการฝ่าฝันวิกฤตการณ์ซับไพรม์ได้ในปี 2008
อย่างไรก็ดี เส้นทางสู่การรวมกันเป็นเออีซี ยังมีอุปสรรคชิ้นใหญ่ขวางทางอยู่ ก็คือ ปัญหาความขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน ที่นับว่าเป็นกุญแจสำคัญในการร้อยรัดชาติสมาชิกไว้ด้วยกัน และเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ฉายภาพว่า ในอาเซียนมีสัดส่วนถนนเพียงราว 10 กม. และรางรถไฟราว 0.25 กม. สำหรับรองรับคนทุกๆ 1,000 คน หากเปรียบเทียบกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว ปรากฏว่ามีถนนถึง 200 กม. และมีรางรถไฟ 5 กม. เพื่อรองรับคนทุกๆ 1,000 คน
ขณะเดียวกัน การเข้าถึงไฟฟ้าในอาเซียนมี 72% และการเข้าถึงน้ำสะอาดมีเพียง 86% ทว่าในโออีซีดีมีสัดส่วนประชากรเข้าถึงไฟฟ้า 99.8% และมีสัดส่วนประชากรที่เข้าถึงน้ำสะอาดราว 99.6%
เอดีบีเปรียบเทียบว่า อาจจะต้องใช้ทุนกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/ปี จนกว่าจะถึงปี 2020 เพื่อเติมเต็มช่องว่างของความขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน
กรณีความขาดแคลนการพัฒนาในด้านดังกล่าว นับว่าไม่สอดรับกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วทางเศรษฐกิจของภูมิภาคแห่งนี้ นับเป็นเหตุให้กลุ่มชาติอาเซียนตกอยู่ในภาวะ “กับดักรายได้ปานกลาง” ซึ่งเป็นภาวะที่ชาติกำลังพัฒนาสูญเสียแรงขับเคลื่อน เพื่อที่จะเติบโตเป็นประเทศรายได้สูง ต่อไป
แน่นอนว่าปัจจัยหลักที่จะนำพาไปสู่ภาวะดังกล่าว คือ ความขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานนั่นเอง เพราะโดยพื้นฐานเศรษฐกิจที่พัฒนามาได้ในระดับหนึ่ง จะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานไม่รองรับ ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจชะงัก และการขยายตัวทางเศรษฐกิจทำได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ
โดยหนึ่งในอุปสรรคหลัก คือ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างไม่จำเป็น ทั้งต้นทุนด้านการขนส่งจากความขาดแคลนถนนและระบบราง รวมถึงต้นทุนด้านการผลิตที่เพิ่มอย่างไม่จำเป็นจากการต้องติดตั้งระบบสำรองไฟฟ้าและระบบกรองน้ำ เนื่องจากไฟฟ้าจากส่วนกลางไม่เสถียรและน้ำประปาไม่มีความสะอาดเพียงพอ
ข้อมูลจากธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ที่เปิดเผยเมื่อปี 2011 ชี้ให้เห็นว่า 101 ประเทศ ที่ติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลางในปี 1960 ปัจจุบันมีเพียง 13 ประเทศเท่านั้น ที่สามารถก้าวข้ามภาวะดังกล่าวมาได้ โดยในอาเซียนมีสิงคโปร์เท่านั้น เป็นหนึ่งใน 13 ประเทศดังกล่าว
นอกจากนี้ ความฝันเรื่องตลาดขนาดใหญ่ของอาเซียนจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากตลาดในแต่ละประเทศยังคงขาดจุดเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพ อาทิ จุดผ่านแดนแม่สอดเมียวดี ที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับรองรับการขยายตัวของการค้าที่เพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่เห็นได้ประจำ คือ ปัญหาการจราจรติดขัด
สำหรับประเทศไทยเอง ปัญหาความขาดแคลนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศเท่านั้น แต่อาจเป็นปัญหา “จุดเชื่อมต่อที่หายไป” ของอาเซียนเลยทีเดียว ด้วยสภาพที่ตั้งที่อยู่กึ่งกลางของอาเซียนและเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนภาคพื้นทวีปทางตอนเหนือกับกลุ่มชาติอาเซียนหมู่เกาะทางตอนใต้
สำหรับการโครงสร้างด้านคมนาคมของไทย ที่ยังขาดการพัฒนาอย่างเด่นชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นระบบราง โดยปัจจุบันของรางรถไฟส่วนใหญ่ในประเทศยังคงเป็นรางเดี่ยว ทำให้การขนส่งสินค้าทางระบบรางล่าช้า
อีกแง่หนึ่งการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานยังนำมาซึ่งปัญหาการกระจุกตัวของความเจริญ จนกลายเป็นความแบ่งแยกทางสังคมในเวลาต่อมา
ในอินโดนีเซียปัญหาความเจริญที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะบนเกาะชวา เคยส่งผลรุนแรงถึงขั้นก่อให้เกิดขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดอาเจะห์ บนเกาะสุมาตรามาแล้ว จนปัจจุบันรัฐบาลจาการ์ตาต้องเสียการปกครองบางส่วนให้อาเจะห์ปกครองตนเองได้
ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้อาเซียนขาดแคลนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นผลสืบเนื่องจากปัจจัยความขาดแคลนการลงทุนจากทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ
โดยการลงทุนภาครัฐในสาธารณูปโภคพื้นฐาน ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ราว 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เปรียบเทียบกับกับช่วงปี 19802009 เฉลี่ยอยู่ที่ 6% ของจีดีพี
ปฏิเสธไม่ได้ว่า บางประเทศที่ยากจนในอาเซียนยังคงขาดแคลนเงินสำหรับการลงทุน และจำเป็นต้องอาศัยเม็ดเงินของต่างชาติเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนได้จากกรณีที่ลาวต้องเปิดให้จีนเข้ามาลงทุนในด้านกิจการรถไฟความเร็วสูง เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเงินทุนเพียงพอสำหรับการลงทุนด้วยตนเอง
อย่างไรก็ดี ภาคเอกชนในอาเซียนเองกลับไม่ค่อยให้ความสนใจการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสักเท่าไร โดยสะท้อนได้จากสัดส่วนการลงทุนใน 5 ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอาเซียนในปี 2010 อยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับว่าต่ำกว่าช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่ 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 1997 เสียอีก
สาเหตุที่นักลงทุนอาเซียนในอาเซียนไม่ค่อยสนใจการวางเงินในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนสักเท่าไร แต่กลับหันไปลงทุนในด้านสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูงแทน อาทิ พันธบัตรในยุโรปและสหรัฐ เนื่องจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนับเป็นโครงการที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่คืนกำไรช้า
นอกจากนี้ ภาคเอกชนในอาเซียนยังมีความเชื่อว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นหน้าที่ของภาครัฐเท่านั้น โดยภาคเอกชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงทำให้การระดมทุนในรูปหุ้นส่วนระหว่างภาครัฐกับเอกชนเกิดขึ้นได้ยาก
ก่อนหน้านี้ สตีเฟน กรอฟฟ์ รองประธานกลุ่มปฏิบัติการ 2 ของเอดีบี เคยแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า ในความจริงแล้วอาเซียนไม่ได้ขาดแคลนสภาพคล่องในตลาดทุน แต่ปัญหาอยู่ที่นักลงทุนไม่ค่อยให้ความสนใจกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
กรอฟฟ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ความขาดแคลนเงินทุนนับเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้โครงการพัฒนาในอาเซียนไม่เดินหน้า จึงเสนอว่าอาเซียนควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดด้านการเงิน เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่อไป โดยเฉพาะในประเทศที่ยังขาดการการพัฒนาอยู่มาก อาทิ พม่าและลาว
ฉะนั้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจึงไม่ใช่ปัญหาของประเทศใดประเทศหนึ่งท่านั้น แต่ปัญหาที่สมาชิกทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไข เพื่อนำไปสู่การรวมตัวเป็นเออีซีอย่างสมบูรณ์







