
4 พันล.ธุรกิจอุ้มบุญแผทยสภารุดสอบรพ.ดัง
กรณี “น้องแกรมมี่” สะเทือนวงการแพทย์ไทย หลังหญิงรับจ้างอุ้มบุญออกมาเปิดโปงขบวนการ “รับจ้างอุ้มบุญ”
โดย...ทีมข่าวทั่วไปโพสต์ทูเดย์
กรณี “น้องแกรมมี่” สะเทือนวงการแพทย์ไทย หลังหญิงรับจ้างอุ้มบุญออกมาเปิดโปงขบวนการ “รับจ้างอุ้มบุญ” ว่ามีการว่าจ้างเป็นเงินกว่า 3.5 แสนบาท เพื่ออุ้มบุญลูกแฝดให้คู่สามีภรรยาชาวออสเตรเลีย ก่อนที่คู่สามีภรรยาจะทิ้งเด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรมไว้ 1 คน เนื่องจากไม่อยากมีภาระรับเลี้ยงต่อ
ก่อนหน้านั้นไม่นาน มีข่าวว่าเด็กที่เกิดจากการ อุ้มบุญเชื้อสายอิสราเอล แต่มีแม่สัญชาติไทยจัดการ อุ้มบุญให้ผ่านนายหน้า ตกค้างในประเทศไทยมากกว่า 50 คน เนื่องจากเด็กที่เกิดถือเป็นคนไทย ทำให้พ่อแม่อิสราเอลนำตัวกลับไม่ได้
ทั้งที่ในประเทศไทย หมอที่ได้รับอนุญาตให้ทำการ “อุ้มบุญ” หรือนำน้ำเชื้อตัวอ่อนไปฝังนั้น มีเพียง 45 คน ที่ได้รับการจดทะเบียนผ่านราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และกฎหมายเองก็อนุญาตให้เฉพาะญาติเท่านั้น ที่สามารถอุ้มบุญแทนคู่สามีภรรยาที่มีปัญหามีบุตรยากได้ ตามประกาศแพทยสภา ที่ 21/2545 ปิดช่องชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้มีการซื้อขาย “น้ำเชื้อตัวอ่อน”
แต่จากตัวเลขของ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบ โรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กลับระบุว่า ขณะนี้ไทยถือเป็นสวรรค์ของการอุ้มบุญจากสามีภรรยาที่มีบุตรยากทั่วโลก โดยแต่ละปีธุรกิจอุ้มบุญมีเม็ดเงินหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ผ่านเอเยนซีที่รับหาคนอุ้มบุญแทน 20 แห่ง
นั่นหมายความว่า หากอุ้มบุญเด็ก 1 คน/เงิน 3 แสนบาทให้ผู้รับอุ้มบุญ แต่ละปีอาจมีการฝากครรภ์เด็กผ่านการอุ้มบุญไม่ต่ำกว่าหลายพันคนทั้งที่กฎหมายไม่ได้อนุญาต จนเป็นที่วิจารณ์ของต่างชาติว่าไทยเป็นมดลูกแห่งเอเชีย เข้าข่ายผิดกฎหมายค้ามนุษย์
ทว่าในประเทศต้นทางอย่างออสเตรเลีย กลับมีบริษัทนายหน้าที่รับหาคนอุ้มบุญอย่างถูกกฎหมาย โดยหาแม่อุ้มบุญให้ผู้มีบุตรยากทั้งในไทย อินเดีย และ ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากในออสเตรเลียติดขัดทาง ข้อกฎหมาย
“ก่อนหน้านี้เราได้ร่วมกับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย เพื่อตรวจสอบสถานพยาบาลจำนวน 12 แห่ง พบว่าสถานพยาบาล 7 แห่ง เปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่แพทย์ไม่ได้ขึ้นทะเบียนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับราชวิทยาลัยฯ หรือไม่ได้รับอนุญาตให้ทำการอุ้มบุญ ขณะที่อีก 5 แห่งเป็นคลินิกเถื่อน ไม่ได้เปิดอย่างถูกต้อง โดยได้ให้กองกฎหมายดำเนินการเพื่อเอาผิดแล้ว” ทพ.อาคม กล่าว
ทพ.อาคม กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามกรณีดังกล่าวแล้ว โดยทราบว่าเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในพื้นที่ปริมณฑลซึ่งขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่าแพทย์ที่ดำเนินการให้เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีแพทย์หรือไม่ และได้ขึ้นทะเบียนการใช้เทคโนโลยี ช่วยการเจริญพันธุ์กับราชวิทยาลัยสูติฯ หรือไม่ คาดว่าจะทราบผลภายในสัปดาห์นี้
ขณะที่ นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการ แพทยสภา ยืนยันว่า การรับจ้างอุ้มบุญนั้นผิดกฎหมาย โดยหากแพทย์ที่ไม่ได้รับการลงทะเบียนใน 45 คน ฝ่าฝืน รับอุ้มบุญเด็กผ่านเอเยนซี หรือผ่านพ่อแม่โดยตรงก็แล้วแต่ อาจต้องรับโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ในข้อหาให้บริการผิดประเภท รวมถึงจะส่งให้แพทยสภาพิจารณาโทษทางจริยธรรมด้วย โดยมีโทษหนักสุดคือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
“ขณะนี้ แพทยสภากำลังประสานข้อมูลกับตำรวจ และ สบส. รวมถึงกรมการกงศุล เพื่อตรวจสอบวงจรการทำธุรกิจเอเยนซีรับอุ้มบุญ รวมถึงตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยว่ามีแพทย์หรือสถานพยาบาลแห่งใดอีกบ้างที่ให้บริการอุ้มบุญ นอกเหนือจากแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทยจำนวน 45 คน ซึ่งในวันที่ 14 ส.ค.นี้ จะเชิญสูตินรีแพทย์ ทั้ง 45 คนที่ขึ้นทะเบียนไว้ มาหารือถึงการปรับปรุงกฎหมาย และหาต้นตอการกระทำผิดในเรื่องนี้ อย่างละเอียด”
ก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา เตรียมผ่อนปรนกฎเรื่องการอุ้มบุญ โดยเตรียมอนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่ญาติรับฝากเด็กแทนได้ เนื่องจากมีพ่อแม่เด็กหลายคนที่มีบุตรยากแต่ไม่มีญาติที่พร้อมรับอุ้มบุญทำให้สูญเสียโอกาส และทำให้ต้องหาคนรับจ้างอุ้มบุญแทน แต่เรื่องดังกล่าวยังเป็นที่ถกเถียงอย่างมากในวงการแพทย์และในข้อกฎหมาย เนื่องจากมีความเสี่ยงทำให้เกิดการ “ซื้อขาย” และทำให้ธุรกิจมืดเกี่ยวกับการรับฝากไข่ แพร่กระจายเป็นวงกว้าง รวมถึงควบคุมได้ยากยิ่งขึ้น
ต้องคอยติดตามต่อไปว่า มาตรการคุมเข้มการ อุ้มบุญของหน่วยงานรัฐหลังเกิดเรื่องฉาวโฉ่ขึ้น หรือจะเป็นเรื่องลูบหน้าปะจมูกเหมือนที่ผ่านมา







