
คิดจะรวย ต้องเปลี่ยน...วิธีคิด
หนึ่งในความต้องการที่เกิดขึ้นในใจของคนเกือบจะทุกเพศทุกวัยก็คือ “ความอยากรวย” อยากหลุดพ้นจากความยากจน อยากหลุดพ้นจากสภาพชีวิตที่จำเจ อยากหนีให้พ้นจากงานประจำที่น่าเบื่อหน่าย แต่ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม “ความรวย” ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นยาวิเศษที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาได้เกือบจะทุกเรื่อง ในขณะที่ “ความยากจน” ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดบรรดาปัญหาจำนวนมากมาย
หนึ่งในความต้องการที่เกิดขึ้นในใจของคนเกือบจะทุกเพศทุกวัยก็คือ “ความอยากรวย” อยากหลุดพ้นจากความยากจน อยากหลุดพ้นจากสภาพชีวิตที่จำเจ อยากหนีให้พ้นจากงานประจำที่น่าเบื่อหน่าย แต่ไม่ว่าจะมาด้วยเหตุผลประการใดก็ตาม “ความรวย” ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นยาวิเศษที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาได้เกือบจะทุกเรื่อง ในขณะที่ “ความยากจน” ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดบรรดาปัญหาจำนวนมากมาย
“แล้ว...คนเราจะหลุดพ้นจากวัฏจักรแห่งความยากจนนี้ไปได้อย่างไร?”
หลังจากที่ผมได้พยายามศึกษางานวิจัยและหนังสือหลายเล่ม ก็พอจะสรุปให้เห็นภาพได้ว่า คนยากจนจะสามารถถีบตัวเองให้พ้นจากวัฏจักรแห่งความยากจนนี้ไปได้นั้น จะต้องมีความได้เปรียบบางอย่างที่มีมากกว่าหรือเหนือกว่าคนจนอื่นๆ ซึ่งจะกล่าวไปแล้วก็มีอยู่หลายข้อด้วยกัน แต่ผมเองให้ความสำคัญกับความได้เปรียบที่ว่านั้นเพียง 4 ข้อเท่านั้น ดังนี้ครับ
หนึ่ง การศึกษา (Education) ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบ เช่น คนจนบางคนอาจจะจบเป็นหมอ หมอฟัน หรือวิศวกร ก็จะมีแนวโน้มที่จะได้รับรายได้ที่สูงขึ้น หรือจะเป็นการศึกษานอกระบบ เช่น บางคนได้มีโอกาสทำงานกับชาวต่างชาติ ก็มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ภาษา นิสัยใจคอ หรือขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวต่างชาติ ซึ่งอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่สร้างรายได้จำนวนมาก หากสามารถพูดภาษาต่างประเทศได้
สอง ความสัมพันธ์ (Connections) ในปัจจุบันดูเหมือนว่าความสำคัญของความได้เปรียบในข้อนี้จะอยู่ในระดับที่สูงมาก เนื่องจากคนเอเชียส่วนใหญ่ (รวมทั้งคนไทยด้วย) มักจะชอบทำกิจกรรมต่างๆ กับคนที่คุ้นเคยกัน ดังนั้นการที่เรามีโอกาสได้รู้จักผู้คนเป็นจำนวนมากๆ ก็จะยิ่งเพิ่มพูนโอกาสให้เราได้ทำงานหรือทำธุรกิจกับคนอื่นได้มากขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณก็จะมีโอกาสได้เงินมากขึ้น และโอกาสในการถีบตัวเองให้พ้นจากวัฏจักรแห่งความยากจนก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
สาม มีความสามารถในการหาแหล่งเงินทุน (Source of Fund) ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินจากคนอื่นมา การให้คนอื่นมาร่วมทุนด้วย หรือวิธีอื่นใดก็ตาม ข้อนี้อาจกล่าวได้ว่าก็คือ หลักการนำเงินของผู้อื่นมาใช้เพื่อแสวงหาเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้นต่อไป (Principle of Other People’s Money OPM) ซึ่งเป็นหลักการที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุนของโลกก็ใช้หลักการในข้อนี้ด้วยเช่นกัน
สี่ การวางแผนการเงิน (Financial Planning) ไม่ว่าคนคนนั้นจะมีการศึกษาที่ดีขนาดไหน มีสายสัมพันธ์กับผู้คนที่เก่งกาจหรือร่ำรวยขนาดไหน หรือมีความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนได้อย่างยอดเยี่ยมก็ตาม แต่ถ้าหากเขาวางแผนการเงินได้ไม่ดีแล้ว สิ่งที่ดีๆ เหล่านั้นก็อาจไม่ช่วยให้คนเหล่านี้หนีรอดพ้นจากความยากจนไปได้ในที่สุด
อ่านจนถึงบรรทัดนี้แล้ว คุณผู้อ่านหลายคนอาจคิดอยู่ในใจว่า “ในชีวิตจริง คนยากจนหรือลูกของคนยากจน จะมีโอกาสถีบตัวเองให้พ้นจากความยากจนได้จริงหรือไม่?”
ในงานศึกษาที่มีชื่อว่า “Do Poor Children become Poor Adults?” แปลตามความได้ว่า “จริงหรือ? ที่เด็กยากจนจะกลายไปเป็นผู้ใหญ่ที่ยากจน” งานชิ้นนี้เป็นงานที่นำเสนอในการประชุมทางวิชาการที่จัดขึ้นในประเทศฝรั่งเศสในปี 2547 ซึ่งข้อสรุปง่ายๆ ที่ได้จากงานศึกษาชิ้นนี้ก็คือ “ลูกของคนยากจนมีโอกาสที่จะกลายเป็นคนจนไม่ถึงครึ่งหนึ่ง” ดังนั้นโอกาสของเด็กยากจนจะหลุดพ้นจากความยากจนจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะมีโอกาสมากกว่าครึ่งหนึ่งเสียอีก
นอกจากนั้น ยังมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “A Framework for Understanding Poverty” แปลตามความได้ว่า “กรอบแนวคิดในการเข้าใจความยากจน” หนังสือเล่มนี้เขียนโดยคุณรูบี เค. เพย์น (Ruby K. Payne) ในหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงชนชั้นต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนชั้นคือ ชนชั้นสูงที่ร่ำรวย ชนชั้นกลาง และชนชั้นต่ำที่ยากจน ซึ่งแต่ละชนชั้นก็มักจะมีค่านิยมและความเชื่อที่แตกต่างจากชนชั้นอื่น
เพย์นได้เริ่มศึกษาพฤติกรรมของคนยากจนอย่างจริงจัง และเขาก็ได้พบความจริงที่ว่า “คนยากจนมักจะใช้จ่ายเงินที่เพิ่งได้รับมาแทบจะทันที โดยเฉพาะกับการใช้จ่ายซื้อของที่ไม่จำเป็นเลย ไม่ว่าจะเป็นเหล้าหรือบุหรี่ก็ตาม คนจนเหล่านี้ทำสิ่งเหล่านี้เป็นประจำ และลูกหลานของเขาก็ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ควรเรียนรู้ เมื่อลูกหลานของพวกเขาเติบโตขึ้น เขาก็จะใช้จ่ายเงินที่เพิ่งได้รับมาแทบจะทันที โดยเฉพาะกับการใช้จ่ายซื้อของที่ไม่จำเป็นเลย...เช่นเดียวกับพ่อแม่ของพวกเขา และแล้วในที่สุด คนเหล่านี้ก็ไม่สามารถหนีพ้นออกมาจากวัฏจักรแห่งความยากจนไปได้”
ดังนั้น ปัญหาจึงไปอยู่ที่...การเปลี่ยนวิธีคิด หรือการสร้างวิธีคิดใหม่ๆ โดยเริ่มจาก...
การเปลี่ยนวิธีคิดว่าจะให้ตนเองหลุดพ้นจาก...วัฏจักรแห่งความยากจนได้อย่างไร?
การเปลี่ยนวิธีคิดว่าจะให้ตนเองต้องมีเงินออมได้อย่างไร?
การเปลี่ยนวิธีคิดว่าจะเอาข้อได้เปรียบทั้ง 4 ข้อนั้น ไปแสวงหาเงินก้อนใหม่ได้อย่างไร?
คุณผู้อ่านล่ะครับ... วันนี้คุณ “เปลี่ยนวิธีคิด” แล้วหรือยัง?







