
จับตา คสช.จัดกระบวนทัพตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ถือว่าเป็นไปตามตารางเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางไว้ โดยเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ถือว่าเป็นไปตามตารางเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) วางไว้ โดยเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จำนวน 200 คน ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเรียบร้อยแล้วหลังจากนี้ก็เป็นคิวการจัดตั้งรัฐบาล หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขึ้นมาบริหารประเทศ หลังจากที่ประเทศไทยว่างเว้นรัฐบาลมาบริหารประเทศนานกว่า 8 เดือน
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีข่าวกระเส็นกระสายมาตลอดถึงหน้าตาของ ครม.ชุดใหม่ ว่าจะเต็มไปด้วยนายทหาร กลายเป็น ครม.สีเขียว
โดยข้อเท็จจริงแล้ว หากดูประวัติศาสตร์การบริหารประเทศ จะเป็นเรื่องปกติมากที่ไม่ว่ารัฐบาลจะมีที่มาอย่างไร ก็จะต้องแต่งตั้งคนใกล้ชิดและไว้วางใจได้มาเป็นรัฐมนตรี
จะแตกต่างกันก็ตรงที่ว่า รัฐบาลจากการเลือกตั้งมีต้นทุนในการเข้ามาในวงการเมืองสูงมาก การคัดเลือกตัวบุคคลที่ไว้วางใจได้ก็เพื่อทำภารกิจสำคัญ คือการถอนทุนคืน
แต่สำหรับ คสช.ที่เข้ามาท่ามกลางปัญหาคอร์รัปชั่นอย่างรุนแรงของรัฐบาลชุดเดิม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และหัวหน้า คสช. จึงประกาศชัดเจนไม่ให้การบริหารประเทศครั้งนี้มีความด่างพร้อยเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น และนายทหารที่ถูกส่งเข้าไปเป็นบอร์ดต่างๆ เพราะรู้ประวัติกันดีแล้วว่าไม่มีพฤติกรรมให้ถูกครหาได้
นอกจากนี้ เมื่อ คสช.บริหารประเทศได้ระยะหนึ่งก็เริ่มมีการล้างบอร์ดรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง จะพบว่าแม้จะมีนายทหารนั่งในตำแหน่งประธานบอร์ด แต่ก็ไม่มีเสียง “ยี้” เพราะรายชื่อกรรมการอื่นๆ นั้น ล้วนคัดสรรบุคคลที่มีความสามารถตรงกับงานน่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับ
โดยเฉพาะคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และคณะกรรมการนโยบายกำกับและดูแลรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธาน แต่รายชื่อกรรมการที่ออกมาล้วนคัดตัวกลั่นๆ มาอยู่ทั้งสิ้น
ที่น่าสังเกตคือ ในส่วนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐไม่ว่าจะเป็น ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) จะพบว่าไม่มีการแต่งตั้งนายทหารมาเป็นประธานบอร์ดเลย
แสดงให้เห็นว่า คสช.เข้าใจถึงภารกิจของสถาบันการเงินเหล่านี้ และรับรู้ถึงข้อจำกัดของนายทหารดี
ด้วยเหตุนี้ ครม.ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น และคลอดออกมาได้ไม่เกินเดือน ก.ย.นี้ จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีนายทหารนั่งอยู่ใน ครม. และมีข่าวสะพัดว่าอาจมีถึงครึ่งหนึ่งของ ครม.ทั้งคณะ ซึ่งหาก คสช.ยังคงใช้ตัวเลข ครม. 36 คน นั่นก็หมายถึงจะมีนายทหารอยู่ถึง 18 คน
หากพิจารณาเนื้องานของรัฐบาลจะพบว่า มีงานหลักอยู่ 3 ด้าน คือ งานด้านความมั่นคง งานด้านบริหารเศรษฐกิจ และงานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ในด้านความมั่นคงนั้น ไม่มีใครปฏิเสธว่าในสถานการณ์ที่ยังเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่ในขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนายทหารที่ใกล้ชิดกับ พล.อ.ประยุทธ์ มานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีด้านความมั่นคงอีกด้วย โดยเฉพาะกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย
ในขณะที่กระทรวงด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้น เจ้ากระทรวงบางกระทรวงก็ควรเป็นนายทหารเช่นเดียวกัน เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มีภารกิจสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า เพื่อจะได้รับมือได้กับกลุ่มมาเฟีย กลุ่มอิทธิพลที่ฝังรากลึกมานาน ขณะที่บางกระทรวงก็จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น
และที่ถูกจับตามองมากที่สุด เห็นจะไม่พ้นกระทรวงด้านเศรษฐกิจที่ถูกหลายฝ่ายจับตามองว่า จะไม่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีแบบผิดฝาผิดตัว ต้องเป็นรัฐมนตรีที่มาแล้วทำงานได้จริงเหมือนสมัยรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน
ต้องไม่ลืมว่า ปัจจุบันไทยมีเดิมพันสูงมากในการบริหารเศรษฐกิจนับจากนี้ไป เพราะหากบริหารไม่ดีนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจตกอยู่ในหลุมดำแล้ว ไทยอาจจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ โดยบริษัท มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เตือนมาแล้วว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ล่าช้า หากไม่ดำเนินการอะไรก็อาจจะถูกทบทวนอันดับเครดิตได้
ความสำคัญของเรื่องนี้ คือ หากไทยได้รับการจัดอันดับเครดิตเรตติ้งที่ดี หรือได้ปรับขึ้นจากระดับปัจจุบัน ที่ Baa1 แล้ว รัฐบาลไทยจะกู้ยืมเงินในต้นทุนที่ถูกขึ้น และยังเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งที่จะดึงการลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย
ทั้งสองส่วนนี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องการมาก ในฐานะที่ยังเป็นประเทศที่มีเงินออมในประเทศไม่เพียงพอต่อการลงทุนเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว
นอกจากนี้ การที่ไทยขาดรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการบริหารมากว่า 8 เดือนเต็ม ทำให้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจหลายอย่างที่ต้องสะสางในระยะสั้น คือ การฟื้นความเชื่อมั่นในการบริโภค ในการจับจ่ายใช้สอย และการลงทุน เพราะแม้ว่าหลังจาก คสช.เข้ามา จะฟื้นความเชื่อมั่นจนเศรษฐกิจเริ่มมีการขับเคลื่อน แต่ก็เพียงระดับหนึ่งซึ่งยังไม่เพียงพอจะชดเชยกับความสูญเสียก่อนหน้านี้ได้
มาตรการหลายๆ อย่างจึงรอฝีมือรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดใหม่อยู่
นอกจากนี้ แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งเป้าการบริหารประเทศไม่เกิน 1 ปีก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ก็ต้องใช้เวลา 1 ปีนี้ให้คุ้มค่าที่สุด ด้วยการวางแผนอนาคตของประเทศไทยโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
ฉะนั้น งานของรัฐบาลใหม่จึงไม่ได้มีเพียงแค่การอนุมัติโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2.4 ล้านล้านบาท และการเปิดประมูลหาผู้ลงทุนด้วยความโปร่งใสแล้วจบ
แต่รัฐบาลต้องใช้เวลา 1 ปีนี้วางยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้มีความชัดเจนว่าประเทศไทยในอนาคต ไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดในอาเซียน และสำคัญที่สุดคือยืนอยู่บนจุดใดในเวทีโลก เพื่อจะได้วางแผนขับเคลื่อนทั้งด้านการค้า การลงทุนทั้งของภาครัฐและเอกชน รวมถึงการเจรจาในด้านต่างๆ ได้อย่างมีทิศทาง ไม่สะเปะสะปะ ต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา
รัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจแต่ละกระทรวงจึงจำเป็นที่จะต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะวาดภาพอนาคตของประเทศ และออกนโยบายมาขับเคลื่อนได้ และต้องทำงานใกล้ชิดกับ รมว.ต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ รัฐมนตรีในบางกระทรวงยังจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอีกด้วย เช่น กระทรวงพาณิชย์ ที่มีปัญหาเฉพาะหน้า คือวางแผนระบายข้าวในสต๊อกรัฐบาล ที่มีอยู่ถึง 18 ล้านตัน รัฐมนตรีต้องมีฝีมือด้านการเจรจา การวางแผนการระบายข้าวที่ไม่ทำให้ราคาข้าวในประเทศตกต่ำซึ่งกระทบต่อชาวนา และไม่ฉุดราคาข้าวในตลาดโลก เพื่อลดความสูญเสียงบประมาณในโครงการรับจำนำข้าว
เพราะฉะนั้น นับจากนี้ไปหน้าตาและฝีมือของ ครม.ชุดใหม่ จึงเป็นที่จับตาอย่างมาก โดยเฉพาะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายเฝ้าหวังว่าจะทำให้ 1 ปีนับจากนี้ เศรษฐกิจไทยกลับมารุ่งเรือง แม้จะไม่เฟื่องฟูเหมือนในอดีต เพราะปัจจัยหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่อย่างน้อยก็ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน และไม่ซ้ำรอยเหมือนครั้งรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
เพื่อไม่ให้การยึดอำนาจมาแล้วครั้งนี้ “เสียของ” โดยใช่เหตุ







