posttoday
แฉ กสทช.ตั้งงบดูงานจ้างที่ปรึกษาเกือบ 600 ล้าน

แฉ กสทช.ตั้งงบดูงานจ้างที่ปรึกษาเกือบ 600 ล้าน

04 สิงหาคม 2557

การปฏิรูปสื่อมวลชนเป็นหนึ่งในหัวข้อการปฏิรูปที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2557 และหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับการคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าปฏิรูปสื่อ คือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

การปฏิรูปสื่อมวลชนเป็นหนึ่งในหัวข้อการปฏิรูปที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี 2557 และหน่วยงานหนึ่งที่ได้รับการคาดหวังให้เข้ามาทำหน้าปฏิรูปสื่อ คือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า กสทช.จะถูกติติงในแง่การทำงานมากพอสมควร

สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและนโยบายสื่อ ศูนย์ศึกษาจริยธรรม กฎหมาย และนโยบายสื่อ กล่าวในงานเสวนาเรื่อง “ปฏิรูป กสทช. เพื่อการปฏิรูปสื่อ” ว่า การปฏิรูปสื่อเป็น 1 ใน 11 แผนงานปฏิรูปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเป็นหน้าที่ของ กสทช.ที่มีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม แต่ดูเหมือนว่าการทำงานของ กสทช.มีหลายจุดที่ต้องแก้ไข

“ภาคสังคมต้องการเข้ามาร่วมตรวจสอบการทำงานของ กสทช. เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ยังเป็นคำถาม โดยเฉพาะการใช้จ่ายของสำนักงาน ซึ่งในปี 2556 ได้รับการจัดสรรงบสูงถึง 1,832 ล้านบาท แต่พบว่างบถูกจัดสรรเป็นค่าใช้จ่ายดูงานต่างประเทศถึง 250 ล้านบาท ในขณะที่การทำงานภายในยังต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษาสูงถึง 329 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ กสทช.มีบุคลากรอยู่มาก” สุวรรณา กล่าว

นอกจากนี้ ในประเด็นการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุที่ปัจจุบันมีอยู่ 524 คลื่น ซึ่งพบว่าเป็นคลื่นที่อยู่ในการถือครองของกรมประชาสัมพันธ์ 100 คลื่น กองทัพบก 100 คลื่น บริษัท อสมท 62 คลื่น ส่วนที่เหลือเป็นของเอกชนและชุมชน ซึ่ง กสทช.ต้องเข้าไปตรวจสอบว่าหน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องถือครองคลื่นมากถึงขนาดนั้นหรือไม่ และควรกระจายคลื่นวิทยุไปให้กับชุมชนบ้าง เพื่อลดการผูกขาดและเปิดเสรีมากขึ้น

ภัทรา โชว์ศรี ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการเงินที่ 6 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวว่า สิ่งที่ กสทช.ต้องดำเนินการ คือ การเปิดเผยข้อมูลว่าเงินที่ใช้ในโครงการต่างๆ ได้ผลงานอะไรบ้าง โดยเฉพาะการใช้งบไปจ้างที่ปรึกษาเพื่อวิจัยต่างๆ

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. ระบุว่า งานของ กสทช.คือการจัดสรรคลื่นความถี่ การกำกับดูแล และธรรมาภิบาล โดยส่วนตัวประเมินว่า กสทช.ทำงานได้เร็ว คือสามารถจัดประมูลคลื่นความถี่ 3จี โดยเปลี่ยนจากระบบสัมปทานเป็นใบอนุญาต ซึ่งทำให้มีการถ่วงดุลกับรัฐวิสาหกิจเดิม ส่วนการปฏิรูปสื่อวิทยุของรัฐ ยอมรับว่าทำได้น้อยและช้า

“การปฏิรูป กสทช. คือ คนที่เข้าไปทำหน้าที่ใน กสทช.ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นจริงๆ เนื่องจากงานกำกับดูแลสื่อยังขาดคนที่มีความรู้ความเข้าใจ นอกจากนี้ต้องมีการแก้กฎหมาย กสทช.ด้วย เช่น มีมาตรการตรวจสอบ การถอดถอน เพื่อกระตุ้นให้เกิดความเกรงกลัว และควรมีการกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม มีตัวชี้วัดการทำงานอย่างชัดเจน ตลอดจนกำหนดให้มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินของกรรมการ กสทช.ต่อสาธารณะอย่างละเอียด เพราะมองว่าจะช่วยทำให้ธรรมาภิบาลได้ตรวจสอบมากขึ้น” สุภิญญา กล่าว

สำหรับการแจกคูปองแลกซื้ออุปกรณ์รับสัญญาณทีวีดิจิทัลนั้น ล่าสุดผู้ประกอบการผลิตกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิทัลออกมาแสดงความไม่พอใจกรณีที่ กสทช.ปรับเงื่อนไขและคุณสมบัติ (ทีโออาร์) ของบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องที่จะเข้าร่วมโครงการคูปองต้องมีทุนจดทะเบียนถึง 250 ล้านบาท โดย ภักระวี ภูจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โซกู้ด โกบอล ผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องรับสัญญาณ กล่าวว่า เงื่อนไขเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่ถึง 5 ราย

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 ส.ค.นี้ บอร์ด กสทช.จะลงมติสรุปเงื่อนไขบริษัทผลิตอุปกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการอีกครั้ง หลังจากที่บอร์ดได้สั่งการให้สำนักงาน กสทช.ไปปรับแก้สเปกโดยลดทุนจดทะเบียนบริษัทที่เข้าร่วมโครงการลง แล้วเปลี่ยนไปให้ความสำคัญเรื่องวงเงินค้ำประกันของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ การบริการหลังการขาย และบริการคอลเซ็นเตอร์

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท