ส่งคอมมานโดคุมรถไฟฟื้นเชื่อมั่น-ดูแลผู้โดยสาร
รถไฟแต่ละขบวนจะมีตำรวจคอมมานโด 2 นาย ตำรวจรถไฟ 1 นาย ขึ้นไปตรวจดูความปลอดภัยบนโบกี้จนถึงจุดหมาย
โดย...เอกชัย จั่นทอง
อาฟเตอร์ช็อกภายหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญฆ่า-ข่มขืน เด็กหญิงวัย 13 ปี บนรถไฟ คือความเชื่อมั่นที่ถดถอยของประชาชนที่ใช้บริการรถไฟ แม้ว่าล่าสุดจะมีโครงการ “เลดี้โบกี้” แต่ก็ใช่ว่าจะเป็น|คำตอบสุดท้ายที่ทำให้ผู้โดยสารมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเอง
พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รักษาราชการแทนผู้กำกับการ กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการปราบปราม (กก.ปพ.บก.ป.) ถอดบทเรียนจากเหตุสลดใจที่เกิดขึ้น จัดทำโครงการ “โปลิศอินเทรน” (Police in train) พลิกฟื้นความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และกอบกู้ภาพลักษณ์ของตำรวจกลับคืนมา
พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ จุดประกายความคิดขึ้นจากบทบาทและหน้าที่ของหน่วยคอมมานโด ซึ่งจะมีภารกิจน้อยในช่วงที่บ้านเมืองกลับสู่ความปกติสุข ไม่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง และหน่วยคอมมานโดกองปราบปรามก็ผ่านการฝึกฝนจนเชี่ยวชาญในทุกรูปแบบ
ความคิดจึงเริ่มต้นขึ้นที่ควรนำกำลังพลที่มีศักยภาพสูงมาทำประโยชน์ให้กับสังคม โดยเข้ามาอุดช่องโหว่ให้กับหน่วยอื่นๆ ที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะตำรวจรถไฟที่มีกำลังพลน้อย จึงได้ประสานไปยัง พ.ต.ท.ปิยวัช สุภารัตน์ สว.สรฟ.ศิลาอาสน์ (สายเหนือ) เพื่อปรึกษาจนตกผลึกออกมาเป็นโครงการ “โปลิศอินเทรน” เพื่อป้องกันปราบปรามเหตุอาชญากรรมบนรถไฟ
นำร่องเริ่มจากรถไฟด่วนสายเหนือ (กรุงเทพฯ-เชียงใหม่) เนื่องจากเป็นขบวนนอน ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดเหตุอาชญากรรม
สำหรับรูปแบบการทำงานเป็นลักษณะทีมเวิร์ก รถไฟแต่ละขบวนจะมีตำรวจคอมมานโด 2 นาย ตำรวจรถไฟ 1 นาย ขึ้นไปตรวจดูความปลอดภัยบนโบกี้จนถึงจุดหมาย ไม่มีการลงสับเปลี่ยนกำลังกันระหว่างทาง
“อย่างเริ่มออกจากสถานีนพวงศ์ พอขบวนถึง จ.พระนครศรีอยุธยา ตำรวจรถไฟจะลง แล้วเปลี่ยนตำรวจรถไฟขึ้นมาใหม่จาก จ.พระนครศรีอยุธยา นครสวรรค์ พิษณุโลก จะผลัดต่อกันเป็นระยะ ช่วงจังหวะเปลี่ยนกำลังอาจเป็นช่องโหว่ทำให้โจรแอบขึ้นมาก่อเหตุได้ ตรงนี้ถือเป็นช่องโหว่ที่ต้องอุด”พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ กล่าว
ตำรวจชุดคอมมานโดที่ขึ้นตรวจบนรถไฟ จะใช้กำลังพลทั้งหมด 32 นาย รถไฟ 4 ขบวน แต่ละขบวนต้องไป-กลับ วันหนึ่งไป 4 เที่ยว ตำรวจต้องพักค้าง 1 คืน ไปกลับทั้งหมด 16 นาย
นอกจากนี้ ตามสถานีรถไฟยังจะมีชุด “สยบริปูสะท้าน” อันเลื่องชื่อของคอมมานโด ลงปฏิบัติการเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนตามสถานีรถไฟด้วย
พร้อมกันนี้ ยังประสานตำรวจรถไฟเพื่อให้ทำสถิติคดีอาชญากรรมในขบวนรถไฟว่า สายเหนือ ใต้ และอีสาน สายใดเกิดเหตุในขบวนไหนมากที่สุด จากนั้นจะไปเน้นขบวนที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม แม้บางคนอาจจะมองว่าวัวหายล้อมคอก แต่ก็ดีกว่าเราไม่ทำอะไร
“เมื่อมีชุดคอมมานโดคอยดูแลประชาชน พี่รับรองเลยถ้ามีเหตุร้ายพี่เอาตาย พี่คาดโทษเลย แต่อาชญากรรมมันเกิดได้ทุกที่ ด้วยปัจจัย 3 แบบ 1.โอกาส 2.คนร้าย 3.เหยื่อ โดย 3 อย่างนี้ถ้าไม่แมตช์กันมันจะไม่เกิด ถ้าเราไปตัดโอกาสอะไรมันออกไปได้สัก 1 อย่าง มันก็จะช่วยไม่ให้มันเกิดขึ้น” นายตำรวจเจ้าของโครงการ กล่าว
พ.ต.ท.ต่อศักดิ์ กล่าวอีกว่า ท้ายที่สุดเมื่อตำรวจชุดนี้ (คอมมานโด) มีภารกิจของตัวเองก็ต้องกลับ ต้นสังกัดเดิมทำงานที่รับผิดชอบ ส่วนตัวก็จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ตำรวจรถไฟแทน เพราะจะให้กองปราบปรามไปตลอดมันเป็นไปไม่ได้ แต่จากนี้ตำรวจรถไฟจะได้รับการฝึกฝนจากกองปราบปรามหากต้องการให้ช่วยฝึกสอนทางยุทธวิธี เพราะเมื่อมีตำรวจประจำขบวนรถไฟนักท่องเที่ยวย่อมเกิดความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิต โดยเฉพาะสายเหนือจะเป็นชาวต่างชาติที่ใช้บริการเป็นจำนวนมาก
ผู้บังคับบัญชาหน่วยคอมมานโด ยืนยันว่า ได้ให้เกียรติตำรวจรถไฟในการทำงานร่วมกัน และตำรวจจากกองปราบไม่ได้มาสร้างปัญหาหรือมาเอาของฟรี เพราะแม้แต่ตั๋วรถไฟกับเบี้ยเลี้ยงตำรวจ ทางกองปราบปรามก็จ่ายกันเองเพื่อให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปได้
นั่นจะเป็นการกู้ภาพลักษณ์ในสายตานักท่องเที่ยวให้รู้สึกเชื่อมั่นในมาตรฐานของตำรวจ เพราะความปลอดภัยคือหัวใจหลักที่มอบให้ประชาชน ในมุมกลับกันอย่างน้อยก็มีตำรวจที่ทำเพื่อประชาชน ดีกว่าไม่มีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์บนขบวนนั้น และหากผลการตอบรับจากประชาชนดี เตรียมจะขยายการตรวจตราในส่วนของรถไฟชุมทางสายใต้ (กทม.-หาดใหญ่) เพิ่มขึ้นอีก


