
การรักษาใจ (ตอนจบ)
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ ต่อจากอาทิตย์ก่อนเรื่องราวของพระภิกษุสมัยพุทธกาล
สวัสดีท่านผู้อ่านที่เคารพ ต่อจากอาทิตย์ก่อนเรื่องราวของพระภิกษุสมัยพุทธกาล ที่ได้ข่าวว่าบ้านมาติกคาม มีอุบาสิกาที่บรรลุมรรคผล (ได้เป็นพระอนาคามี) พร้อมด้วยอภิญญา สามารถรู้ใจผู้อื่นได้ พระภิกษุรูปนั้นได้ยินข่าวว่าอุบาสิกานางนั้นเป็นอุปัฏฐากผู้ฉลาด นางได้อุปัฏฐากพระภิกษุ 60 รูปตลอดพรรษา ด้วยโภชนาหารที่เหมาะสม เพราะความที่นางสามารถรู้ใจได้ จึงช่วยทำให้พระสงฆ์ทั้ง 60 รูปได้บรรลุธรรม
อย่างไรก็ตาม เมื่อพระภิกษุรูปนั้นเรียนกัมมัฏฐานจากพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไปที่มาติกคามพบกับอุบาสิกาและได้ทดลองหลายครั้ง จึงรู้ว่านางสามารถรู้ความประสงค์ของท่านได้จริงๆ แต่สุดท้ายท่านกลับกลัวไม่กล้าอยู่ เพราะนางรู้ใจจริงๆ ภิกษุรูปนั้นคิดว่าตนเป็นปุถุชน ถ้าเผื่อคิดอะไรไม่ดีหรือไม่อยู่ในร่องในรอยขึ้นมา นางก็จะรู้ จึงไม่กล้าอยู่ กลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้ภิกษุรูปนั้นกลับไป โดยพระพุทธองค์ให้ท่านรักษาเพียงสิ่งเดียวได้ไหม? ท่านก็รับว่าได้ ทรงให้รักษาจิตของท่าน ให้ข่มใจ อย่าคิดถึงอารมณ์อะไรๆ อย่างอื่น แล้วให้กลับไปอยู่ที่มาติกคาม เพราะที่นั่นเหมาะแล้ว ท่านจึงกลับไป
ความเป็นอย่างไรต่อไป ...
อรรถกถาอธิบายเรื่องการรักษาใจไว้ว่า ด้วยเหตุที่จิตนั้นย่อมไม่รู้จักฐานะอันควรหรือไม่ควร ย่อมตกไปในอารมณ์ที่ตนปรารถนาอย่างเดียว ดังนั้นการฝึกจิตเป็นการดี จิตอันบุคคลฝึกแล้วได้แก่ทำให้สิ้นพยศแล้ว ย่อมนำความสุขอันเกิดแต่มรรคผล และสุข คือ พระนิพพานอันเป็นปรมัตถ์ มาให้
เมื่อพระภิกษุรูปนั้นกลับไปยังมาติกคาม อุบาสิกาพิจารณาดูด้วยทิพยจักษุก็เห็นพระเถระกลับมาและทราบว่าท่านได้รับโอวาทจากพระศาสดาแล้ว จึงได้จัดแจงอาหารอันเป็นที่สบายถวายแก่ท่าน
พระภิกษุรูปนั้นได้โภชนะอันสัปปายะแล้ว เจริญสมณธรรมอยู่ในที่นั้นเพียง 2-3 วัน ก็บรรลุพระอรหัต
เมื่อได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถระได้ดำริว่า มหาอุบาสิกาได้เป็นที่พึ่งของเราแล้ว เราอาศัยมหาอุบาสิกานี้ จึงถึงซึ่งการแล่นออกจากภพได้ แล้วจึงใคร่ครวญต่อไปว่ามหาอุบาสิกานี้ได้เป็นที่พึ่งของเราในอัตภาพก่อนๆ หรือไม่ จึงระลึกชาติไปตลอด 99 อัตภาพ
พระเถระได้ทราบว่า มหาอุบาสิกาเป็นนางบาทบริจาริกา (ภริยา) ของท่านใน 99 อัตภาพ นางเป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ในชายอื่น จึงให้ปลงชีวิตท่านเสีย
พระเถระเมื่อเห็นโทษของมหาอุบาสิกาเพียงเท่านี้ จึงคิดว่า “น่าสังเวช มหาอุบาสิกานี้ได้ทำกรรมหนักมาแล้ว”
อุบาสิกานั่งอยู่ในเรือนของตน ใคร่ครวญด้วยอภิญญาจิตก็ทราบว่ากิจแห่งบรรพชิตของภิกษุรูปนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว จึงใคร่ครวญต่อก็ทราบว่าท่านคิดว่าน่าปลื้มใจจริง อุบาสิกานี้เป็นที่พึ่งของเราอย่างสำคัญ และทราบต่อไปว่าท่านได้ระลึกว่าในอดีตเราได้พึ่งอุบาสิกาหรือไม่หนอ แล้วก็ทราบว่าท่านได้ระลึกชาติไป 99 ชาติได้เห็นนางเคยเป็นภริยาแล้วได้คิดคบชายเหล่าอื่น ปลงชีวิตท่านใน 99 อัตภาพ
พระเถระนี้แลเห็นโทษมีประมาณเท่านี้ของเราแล้ว คิดว่า “น่าสังเวช มหาอุบาสิกานี้ได้ทำกรรมหนักมาแล้ว”
อุบาสิกาได้ใคร่ครวญต่อไปว่า “เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ เรามิได้เคยทำอุปการะแก่ภิกษุผู้เป็นบุตรเลยหรือหนอ?”
นางระลึกถึงชาติที่ 100 ก็ทราบว่า “ในอัตภาพที่ครบ 100 เราเป็นบาทบริจาริกาแห่งพระเถระนั้น ได้ให้ชีวิตทานในสถานเป็นที่ปลงจากชีวิตแห่งหนึ่ง น่าดีใจ เรากระทำอุปการะมากแก่ภิกษุผู้บุตรของเรา”
นางนั่งอยู่ในเรือนของนางนั่นเอง กล่าวว่า “ขอท่านจงใคร่ครวญดู ให้วิเศษยิ่งขึ้น”
พระเถระนั้นได้ยินเสียงของอุบาสิกาด้วยทิพยโสตะ แล้วระลึกถึงอัตภาพที่ 100 แล้วเห็นความที่อุบาสิกานั้นได้ให้ชีวิตแก่ตนในอัตภาพนั้น จึงคิดว่า “น่าดีใจ อุบาสิกานี้ได้เคยทำอุปการะแก่เรา” ดังนี้แล้วมีใจเบิกบานกล่าวปัญหาในมรรค 4 ผล 4 แก่อุบาสิกาในที่นั้นนั่นเอง ได้ปรินิพพาน
ก็จบเรื่องราวของภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีแง่คิด คติธรรมที่น่าสนใจ มากมาย







