
ความสุขปลอม ๆ สู้เพื่อประชาธิปไตย
เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องสะดุดลงจากการปฏิวัติ คสช. แกนนำเสื้อแดงหลายคนถือโอกาส
เมื่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องสะดุดลงจากการปฏิวัติ คสช. แกนนำเสื้อแดงหลายคนถือโอกาสฟื้นฟูร่างกายหลังกรำศึกสงครามชิงเมืองมาหลายปี และคงเป็นช่วงเวลาพิเศษสุดที่จะได้อยู่กับตัวเองเหมือนคนปกติทั่วไป สำหรับ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ใช้ชีวิตช่วงเว้นวรรคนี้ด้วยการออกกำลังกาย เตะบอล กับเหล่าแกนนำเสื้อแดง ทั้งจตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เรียกกำลังให้มีเรี่ยวแรง
“เตะกับพวกกันเองนี่แหละ อาทิตย์ละ 2 ครั้ง เตะทีก็เจ็บที เวลาไม่ได้เตะ เดินไปไหนมาไหนก็ต้องถือไม้เท้า เพราะเวลาก้าวเดินแต่ละก้าวก็เจ็บ”
ภาพลักษณ์ที่ชอบถือไม้เท้าติดตัว เจ้าตัวบอกว่า ชอบไม้เท้ามาตั้งแต่วัยรุ่น เพราะมีความรู้สึกว่าไม้เท้ามีเสน่ห์อะไรบางอย่าง อาจเพราะได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งยุคก่อน โดยเฉพาะคนอังกฤษมักจะถือไม้เท้า และยิ่งเห็นพระรูปไหนถือยิ่งชอบใจใหญ่ เช่น หลวงปู่แหวนท่านก็ถือไม้เท้า
ประวัติโชกโชน อยู่บนถนนการเมืองมายาวนาน วีระกานต์ ชื่อเดิม “วีระ มุสิกพงศ์” ฉายาในอดีต “ไข่มุกดำ” คลุกคลีอยู่บนถนนการเมืองมาค่อนชีวิต มีบทบาทเรียกร้องประชาธิปไตยมาไม่น้อย ในอดีตเคยร่วมกับ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ โค่นล้มรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร เมื่อปี 2520 แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายเจ้าตัวต้องจำคุกด้วยข้อหากบฏเป็นเวลา 2 ปี
ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ วีระกานต์ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี 3 สมัย คือ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รมช.คมนาคม และ รมช.มหาดไทย ต่อมาในปี 2531 นั่งเก้าอี้เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ต้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ในการปราศรัยหาเสียงที่ จ.บุรีรัมย์ ต้องโทษจำคุก 4 ปี ที่เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ แต่อยู่ในเรือนจำได้หนึ่งเดือน ก็ได้รับการปล่อยตัวเนื่องจากได้รับพระราชทานอภัยโทษ
ช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ วีระกานต์ร่วมต่อต้าน พล.อ.สุจินดา คราประยูร ถูกออกหมายจับจึงเข้ามอบตัว ก่อนจะถูกฝากขังที่โรงเรียนพลตำรวจนครบาลบางเขน เมื่อเกิดปฏิวัติอีกครั้ง เจ้าตัวอยู่พรรคไทยรักไทย ได้เข้าร่วมต่อสู้ เป็นแกนนำเสื้อแดง จนมารับตำแหน่งประธาน นปช. ขับไล่ระบอบอำมาตย์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ โดนน่วมไปหลายคดีต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในปัจจุบัน โดยเฉพาะสองคดีใหญ่จุกอก คือ คดีก่อการร้าย และคดีบุกบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
“คดีบ้านสี่เสาจะจบแล้ว ส่วนคดีก่อการร้ายกำลังจะสืบพยาน จะทำต่อเนื่องยาวเป็นเดือน ครั้งนี้ศาลนัดไต่สวนรวด น่าจะจบเร็ว เพราะศาลเขาปฏิรูประบบการพิจารณาคดีใหม่ไม่ให้ล่าช้า จากเดิมเดือนนึงนัดครั้งเดียว ปีนึงได้ 12 ครั้ง ตอนนี้เราก็ต้องศึกษาคดีเรื่อยๆ เขาเขียนคำให้การไว้ ผมก็มาตรวจแก้”
ถามถึงคดีบ้านสี่เสาจะจบอย่างไร วีระกานต์อดีต “ลูกป๋า” บอกว่า ที่ผ่านมา พล.อ.เปรม ไม่ได้ติดต่อพูดคุยด้วย “เราก็คงทำกับแกพอสมควร ก็เพราะเราเชื่อ แกอยู่เบื้องหลังการปฏิวัติ เมื่อแกปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง ก็ต้องไปว่ากัน”
ที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และวนเวียนบนถนนการเมืองและอำนาจมาได้อะไรกับตัวเองบ้าง วีระกานต์ตอบแบบปลงๆ
“บทเรียนที่ผ่านมา คือไม่ได้อะไรเลย ชีวิตสูญเปล่า เกิดมาแล้วถึงเวลาจะตายก็ยังไม่มีผลลัพธ์อะไร สู้เพื่อประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนมีความสุข แต่เป็นของปลอม สุขก็สุขปลอมๆ ยังไม่ใช่สุขของแท้
“เรารู้สึกว่าชีวิตนี้คงไม่ได้เห็นแล้ว ไอ้อุดมการณ์ประชาธิปไตย มันยิ่งห่างออกไปเรื่อย ยิ่งเข้าใกล้ ยิ่งหนีไป ที่ผ่านมาสู้เพื่อส่วนรวมแล้วมันก็ไม่ได้ผล ล้มเหลว ตลอดชีวิตก็ไร้ค่า ก็คิดว่าจะเอาประโยชน์ส่วนตัวจากธรรมะบ้างที่ทำแล้วกับตัวเองจริงๆ”
บนเส้นทางการเมืองที่เชี่ยวกรากเกือบ 40 ปี กับอายุปัจจุบัน 66 ปี วีระกานต์เปรยว่า คิดจะเกษียณตัวเองอยู่เหมือนกันในไม่ช้านี้ เวลานี้ทำอะไรไหวก็ทำไปก่อน แต่ถ้าไม่ไหวก็บวช ทุกวันนี้คิดถึงแต่เรื่องบวช ส่วนจะบวชวัดไหนนั้นไม่ได้จำกัดไว้ ที่ไหนก็ได้
“ไอ้ที่เขาบอกว่าถ้าปฏิบัติธรรมแล้วจะพบเห็นอะไรต่างๆ มาก ก็อยากจะลองดูว่าถ้าทำเองจะเกิดขึ้นหรือไม่ เรามีความอยากจะรู้ อุตส่าห์เกิดมาเป็นชาวพุทธสักทีหนึ่ง ถ้าไปบวชแบบย็อกแย็ก (ไม่จริงจัง) คงไม่ได้เรื่อง การบวชเป็นการเอาประโยชน์เข้าตัวเองบ้าง ธรรมะเมื่อทำแล้วก็ได้กับตัวเอง ไม่มีใครทำให้ได้ เป็นสิ่งเดียวที่จะติดตัวไปจนตายคือธรรมะ”
“ด้วยเหตุนี้ที่ทำให้คิดถึงธรรมะมาก เพราะว่าอย่างน้อยก่อนตายเราควรได้สัมผัสรสชาติของธรรมะด้วยการปฏิบัติ ไม่อย่างนั้นจะน่าเสียดาย ถ้าได้ธรรมะมาบ้างถือว่าชีวิตจะคุ้มค่าที่ได้เกิดมา ผมเคยเดินจงกรมตั้งแต่อยู่บุรีรัมย์เมื่อปี 2531 พระมาสอนก็รู้สึกเลื่อมใส ช่วงนั้นไม่มีความทุกข์อยู่เลย นี่แหละคือสิ่งที่จะได้กับตัวเอง ไม่ได้กับใคร”
ถ้าบวชแล้วคิดจะสึกหรือไม่ อดีตประธาน นปช. นิ่งสักครู่พลางว่า “ถ้าบวชก็คงจะบวชยาวให้มันถึงรากถึงโคน แต่โดยมากเขาจะไม่ตั้งจิตปณิธานหรอกว่าไม่สึก อยู่ได้เท่าไหร่ก็อยู่ แต่ถ้าอยู่แล้วเข้าถึงหลักธรรมข้างต้นไปบ้างแล้ว ก็จะไม่สึกไปเอง มันจะเกิดอารมณ์เบื่อไปเอง จะเพลินไปในหลักธรรม ที่พูดนี่จะบวชเมื่อไหร่ยังไม่รู้นะ แค่คิดไว้เท่านั้น”
วีระกานต์ย้อนเกร็ดชีวิตการเมืองที่ทำให้ผูกพันกับธรรมะว่า เมื่อก่อนตอนถูกขังคุกมีโอกาสได้อ่านหนังสือธรรมะทุกที เรียกได้ว่าอยู่คู่กันมาซึมซับศาสนาผ่านห้องขังก็ว่าได้ พูดง่ายๆ คนเราเมื่อไหร่ที่มีความทุกข์ ก็จะมีความคิดหันหน้าเข้าหาศาสนาเพื่อทำความเข้าใจกับมัน และนำมาใช้กับชีวิตจริงเพื่อที่จะได้ไม่ทุกข์ และถ้าติดคุกติดตะรางอีกก็ไม่ทุกข์แล้ว เพราะเท่าที่ติดมาครั้งใหญ่ก็ 6 ครั้งเข้าไปแล้ว รอบเล็กรอบน้อยไม่นับ ถ้าเดินไปสู่คุกอีก ก็ไม่ทุกข์แล้ว เมื่อเขาเอาเราไปขังคุก ก็เหมือนว่าเราได้บวชพระ มีชีวิตแบบพระ เพราะไม่ต้องทำอะไร แต่ละวันก็นั่งสมาธิภาวนา กลางคืนก็สบายจะตาย ไม่มีใครรบกวน ข้าวปลาอาหารมีให้กิน 3 มื้อ เวลาที่จะไปเหลวไหลไม่มี เหล้ายาปลาปิ้งไม่มีกิน แบบนี้ก็เป็นพระได้
“ตอนที่ทหารภายใต้ คสช.ควบคุมตัวไป ผมก็บอกตู่ จตุพร ว่า เอาน่า ถือว่ามาบวชแล้วกัน แต่จะต่างจากบวชทั่วไป ที่จะมีพระพี่เลี้ยงดูแลในระยะแรก ถึงจะออกธุดงค์ แต่นี่เราบวชแล้วธุดงค์เลยลัดขั้นตอนไป เพราะวันนั้นที่ที่เขาพามาเขาไม่ให้รู้จักเลยว่าอยู่ไหน นี่ล่ะคือการบวชแบบออกธุดงค์องค์เดียว เพราะทันทีที่ไปถึงแต่ละคนก็ถูกจับแยกให้อยู่บ้านคนละหลัง ส่วนตัวผมเองวันๆ ก็นั่งสมาธิ เบื่อก็เดินจงกรม ทำแบบนี้ทุกวัน เวลา 7 วันก็ผ่านไปรวดเร็ว แต่ถ้าไม่คิดอย่างนั้นก็ทรมาน”







