
สุขภาพประชาชนต้องมาก่อน(จบ)
ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ไม่สามารถดับกระแสร้อนในการล้มระบบบัตรทอง จึงขออธิบายต่อในประการต่อมา
ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงเหตุปัจจัยที่ไม่สามารถดับกระแสร้อนในการล้มระบบบัตรทอง จึงขออธิบายต่อในประการต่อมา
ประการที่สอง ท่ามกลางสภาพการบริการสาธารณสุขที่ผู้ป่วยยังต้องรอคิวนาน ภาพความแออัด มีผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล สภาพแบบนี้ย่อมไม่เอื้อให้ประชาชนในระบบบัตรทองร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะความจริงทุกวันนี้ประชาชนก็ร่วมจ่ายผ่านการจ่ายภาษีอยู่แล้ว เพียงแต่การปรับปรุงการให้บริการยังไม่ดีพอ แต่กลับคิดแก้ปัญหาโดยโทษประชาชนว่าเข้าใช้บริการมาก เพราะเห็นว่าฟรี ทำให้มีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นทุกปี
วิธีคิดเช่นนี้ทำให้ปัญหาไปกันใหญ่ เพราะเท่ากับเป็นการดูถูกประชาชนผู้อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้ง 48 ล้านคน เนื่องจากไม่มีใครอยากเจ็บป่วย ไม่มีใครอยากไปเข้าคิวหาหมอตั้งแต่ตีห้า และกว่าจะได้พบหมอเอาเวลา 9 โมงเช้า หนำซ้ำเตียงผู้ป่วยไม่พอ จนมีผู้ป่วยต้องระหกระเหินล้นมาถึงระเบียง
สภาพการณ์เช่นนี้จึงไม่เอื้ออำนวยให้ สปสช.ผลักดันให้ประชาชนต้องร่วมจ่าย โดยเฉพาะคนระดับปลัดกระทรวงยิ่งต้องตระหนักถึงสภาวะเช่นนี้อย่างมาก เพราะเป็นที่มาผลักดันการทำเรื่องเขตสุขภาพ ก็เพื่อต้องการแก้ปัญหาเหล่านี้ จนเป็นที่มาของสโลแกนที่ว่า “ได้พบหมอ รอไม่นาน ระบบยาเดียวกัน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีและควรให้การสนับสนุน
อย่างไรก็ตาม เขตสุขภาพตามนโยบายของอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขคนที่แล้ว เริ่มมาแล้วเกือบ 2 ปี แต่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรม ผู้ป่วยยังรอคิวนาน มีความแออัดในหลายๆ โรงพยาบาล ซึ่งปลัดณรงค์ย่อมเข้าใจดี เพราะเป็นผู้มีส่วนอย่างสำคัญในการผลักดันนโยบายนี้ แต่กลับไม่มีความคืบหน้า แม้จะมีความตั้งใจและขยันทำงานก็ตาม
ยังไม่รวมเรื่องอื่นๆ ที่หัวหน้าส่วนราชการกระทรวงหมอยังแก้ปัญหาที่คาราคาซังอยู่อีกหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่อง การบรรจุข้าราชการ ก็ยังไม่ราบรื่น การบรรจุรอบสอง แทนที่จะเป็นของขวัญให้บรรดาลูกจ้าง กลับมีแต่เสียงโวยว่าไม่เป็นธรรม พกส.ที่คุยว่าจะแก้ปัญหาให้ลูกจ้างสายสนับสนุน ก็กลายเป็นแค่ฝันค้าง
ล่าสุดกับเรื่องร้อนๆ ในการจัดสรรงบให้แต่ละเขต ถูกชมรมแพทย์ชนบทออกมาแฉว่า ทำไมมีแต่เขต 10 ที่ได้งบมากกว่า 100 ล้านบาท อยู่เขตเดียว บางเขตได้หลักสิบล้าน และอีกหลายเขตกลับไม่ได้รับ ซึ่งนี้ระดับผู้อำนวยการโรงพยาบาลโวยวายมาสักพักแล้ว เพียงแต่ไม่มีข่าวปรากฏ
ล่าสุดในการประชุมเมื่อวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา นพ.บัญชา ค้าของ ผู้อำนวยการกลุ่มงานประกันสุขภาพ สำนักปลัด สธ. ตอบคำถามประเด็นนี้ว่า ขอให้ใช้หลักรัฐศาสตร์แก้ปัญหา ไม่ใช่หลักคณิตศาสตร์ ฟังแล้วบอกได้คำเดียวว่า “เงิบ” ที่เรื่องเงินเรื่องทองกลับใช้หลักรัฐศาสตร์มาแก้
ดังนั้น ภาพลักษณ์ของปลัดณรงค์ที่คนมองว่าเป็นคนดี มีความขยัน และตั้งใจทำงาน แต่หลายคนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมหลายๆ ปัญหากลับไม่ได้รับการแก้ไข หรือเพราะวิธีการบริหารจัดการภายในมีปัญหาที่มองไม่เห็น คงต้องช่วยกันสืบเสาะว่าต้นตอมาจากเรื่องใด บุคคลใด บริวารมีปัญหาหรือไม่ ทำให้กระทรวงหมอมีแต่เรื่องวุ่นวาย แตกแยกแตกคอกันอย่างเช่นทุกวันนี้
โดยเฉพาะเรื่องร่วมจ่าย 30 บาท รักษาทุกโรค หากกระทรวงสาธารณสุขจะเข้ามามีบทบาทเรื่องนี้ โดยที่ไม่ให้มีข้อเคลือบแคลงสงสัย คงต้องมีหลักการให้ดีกว่านี้ อย่างน้อยๆ ตั้งประเด็นให้ชัดว่า 12 ปีของบัตรทองที่ดำเนินการกันมา ทั้งเสียงสะท้อนดีบ้าง บ่นบ้าง ผิดพลาดบ้าง จะเริ่มต้นปรับปรุงแก้ไขที่จุดไหนก่อน จะทำอย่างไรให้ผู้ให้บริการ นั่นคือ แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข มีความสุขในการทำงาน จะทำอย่างไรให้ผู้ให้บริการที่เหน็ดเหนื่อยและมีความทุกข์กันอยู่จำนวนมาก ได้ทำหน้าที่ให้บริการที่ทำให้ประชาชนผู้รับบริการพอใจ และไม่ลำบากใจกันอย่างที่เป็นอยู่
อย่าให้มีเสียงติฉินนินทากันได้ว่า ออกมาโอ้โลมปฏิโลมกันเป็นครั้งเป็นคราว เพื่อเอาใจพี่น้องข้าราชการและลูกจ้าง แต่เนื้อแท้แล้วไม่ได้มีเจตนารมณ์หรือเป้าประสงค์ในการแก้ปัญหาจริงๆ หากแต่เป็นเกมการช่วงชิงโอกาสในการนำ รวมทั้งจ้องแต่จะหยิบชิ้นปลามันงบประมาณกว่าแสนล้านไปดำเนินการเสียเอง ถ้าคิดเช่นนี้ ฟาก สปสช.ก็คงไม่ยอมและย่อมหาทางขัดขวางมากกว่าจะให้ความร่วมมือ
หากปล่อยให้สภาพการณ์เป็นไปในลักษณะนี้นานเข้า คนที่เดือดร้อนไม่ใช่ใคร แต่เป็นประชาชนผู้ที่ด้อยทั้งโอกาส ขาดทั้งกำลังทรัพย์ ต้องมาแบกรับความทุกข์ เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ
ดังนั้น เพื่อให้เงินภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายทั้งทางตรงและทางอ้อมตกถึงมืออย่างแท้จริงและทั่วถึง คสช.ก็ต้องทำการบ้านในเรื่องนี้ให้จงหนัก จะทำอย่างไรให้คนกว่า 48 ล้านคน ได้รับบริการที่เท่าเทียม เป็นธรรม และมีมาตรฐานเดียวกับระบบสุขภาพอื่นๆ ไม่ว่าระบบสวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคม
อย่าคิดกันแค่เรื่องการร่วมจ่าย เพราะอาจแก้ปัญหาไม่ตรงจุด แต่ท้ายที่สุดอาจจะกลายเป็นการพอกปัญหาให้เพิ่มมากขึ้น แล้วคนส่วนใหญ่ของประเทศได้แต่ร้องกันระงม







