
จริงจังกับการปฏิรูป
รอน คอร์เบน คอลัมนิสต์และนักเขียนชาวตะวันตก แสดงทัศนะพร้อมรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ และนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งไทยและต่างประเทศ เผยแพร่ผ่านคอลัมน์เอเชียน รีวิว ลงเว็บไซต์นิกเกอิของญี่ปุ่น ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า สภาพการณ์หุ้นไทยปรับเป็นบวก การส่งออกกระเตื้อง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มนี้ ไม่ได้เป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแข็งแกร่งได้อย่างแท้จริง
รอน คอร์เบน คอลัมนิสต์และนักเขียนชาวตะวันตก แสดงทัศนะพร้อมรวบรวมความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ นักวิเคราะห์ และนักเศรษฐศาสตร์ ทั้งไทยและต่างประเทศ เผยแพร่ผ่านคอลัมน์เอเชียน รีวิว ลงเว็บไซต์นิกเกอิของญี่ปุ่น ต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยภายใต้การบริหารปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า สภาพการณ์หุ้นไทยปรับเป็นบวก การส่งออกกระเตื้อง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มนี้ ไม่ได้เป็นปัจจัยที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวแข็งแกร่งได้อย่างแท้จริง
ตรงกันข้าม ความเคลื่อนไหวของเศรษฐกิจไทยที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเวลานี้เป็นเพียงผลพลอยได้ระยะสั้นจากการที่การเมืองกลับมามีเสถียรภาพมั่นคงอีกครั้งเท่านั้น
ทั้งนี้ คอร์เบน ได้อ้างคำกล่าวของนักวิเคราะห์จากหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่าหากปราศจากการเดินหน้าปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศให้ลึกไปถึงรากฐานโครงสร้างของไทยอย่างจริงจัง เศรษฐกิจไทยจะไม่มีโอกาสเติบโตได้อย่างยั่งยืนแท้จริง
จากการพูดคุยกับบรรดานักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย คอร์เบน สรุปว่าไทยมีปัญหาที่หยั่งรากลึกมานานอยู่ 2 ประการ และเป็นสิ่งที่ คสช.ต้องจัดการเปลี่ยนหรือขจัดให้หมดไป คือ 1) ความยากจน และ 2) กับดักรายได้ปานกลาง
ข้อมูลจากเวิลด์แบงก์พบว่า ในจำนวนประชากรไทย 67 ล้านคน 5.4 ล้านคนมีสถานะยากจนข้นแค้นด้วยรายได้เพียงวันละ 1.25 เหรียญสหรัฐ (ราว 40 บาท) หรือต่ำกว่านั้น โดย 88% อาศัยอยู่ในชนบท สะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจไม่ได้กระจายเผื่อแผ่อย่างทั่วถึง
ความไม่เท่าเทียมกันที่เกิดขึ้นข้างต้นจึงกลายเป็นเครื่องมือที่นักการเมืองใช้ตักตวงผลประโยชน์ เช่น นโยบายประชานิยม โดยไม่คำนึงว่าจะทำให้ประเทศหรือแม้แต่ผู้มีรายได้น้อยซึ่งน่าจะได้ประโยชน์จากประชานิยมแบกรับหนี้มหาศาลโดยไม่รู้ตัว
ในส่วนของกับดักรายได้ปานกลาง เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการเติบโตด้วยการอาศัยความได้เปรียบเรื่องค่าแรงถูกและมุ่งส่งออกมาเป็นระยะเวลานานเกินไป ทำให้ไม่มีการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพ เพิ่มผลผลิต ตลอดจนทักษะแรงงาน
คอร์เบน อ้างอิงความเห็นของนักวิเคราะห์ที่ระบุว่า แม้ไทยจะยังคงสถานะเป็นประเทศที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เป็นอันดับ 3 ในปี 2013 ที่มูลค่ารวม 1.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ รองจากสิงคโปร์และอินโดนีเซียที่ 6.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และ 1.9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ
กระนั้น ตราบใดที่ไทยไม่ส่งเสริมนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการศึกษาและการอบรมอย่างทั่วถึงเท่าเทียม รวมถึงยกระดับความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ตราบนั้นเศรษฐกิจก็จะไม่สามารถยกระดับเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีรายได้ต่อหัวอยู่ในระดับสูงได้
คอร์เบน สรุปว่า คสช.มีโอกาสที่จะเดินหน้าปฏิรูปพลิกประเทศแล้ว ซึ่งรวมถึงการกระจายอำนาจ โอกาส และความมั่งคั่งร่ำรวยให้ทัดเทียมกันทั่วไทย ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดโอกาสนี้ไปและทำให้ไทยถอยหลังจนยากจะฟื้นคืนอีกครั้ง







