posttoday
ยิ่งนานยิ่งเจ็บ...คงดอกต่ำต่อล่อส่อสัญญาอันตราย

ยิ่งนานยิ่งเจ็บ...คงดอกต่ำต่อล่อส่อสัญญาอันตราย

01 สิงหาคม 2557

แม้ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐช่วงนี้จะปรับตัวดีขึ้นไม่น้อย โดยสัดส่วนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

แม้ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐช่วงนี้จะปรับตัวดีขึ้นไม่น้อย โดยสัดส่วนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ทะยานขึ้นถึง 4% ขณะที่อัตราว่างงานเหลือเพียง 6.1% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 2.1%

กระนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เอฟโอเอ็มซี) ยังคงไม่มั่นใจในสภาพเศรษฐกิจและมีมติให้คงนโยบายดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์ต่อไป ถึงแม้จะปรับลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงอีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เหลือเพียง 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน ก็ตาม

“ถึงแม้เศรษฐกิจจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่การฟื้นฟูยังคงไม่สมบูรณ์” เจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าว

ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการคงดอกเบี้ยต่ำนับเป็นหนึ่งในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสากลที่บรรดาธนาคารกลางทั่วโลกใช้กัน โดยเป็นกลไกที่ทำให้การขอสินเชื่อทำได้ง่ายขึ้น และกระตุ้นให้นักลงทุนนำเงินออกไปลงทุนมากขึ้น

เฟด ก็เช่นเดียวกัน โดยได้เริ่มใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2008 เพื่อฉุดเศรษฐกิจสหรัฐให้รอดพ้นจากภาวะถดถอยจากวิกฤตซับไพรม์ และใช้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทางเฟดยังคงไม่เปิดเผยเวลาการปรับขึ้นดอกเบี้ยที่แน่นอน

อย่างไรก็ดี ขณะนี้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น เหตุใดเฟดจึงยังคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำอยู่ เนื่องจากคงอัตราดอกเบี้ยต่ำอาจนานเกินไป สุดท้ายอาจเป็นการบ่อนทำลายเศรษฐกิจของเมืองลุงแซมเสียเอง

หนึ่งในภาวะที่นักลงทุนกังวลกันมากคือ ความเสี่ยงในการก่อตัวของฟองสบู่ในตลาดทุนสหรัฐ เนื่องจากนโยบายผ่อนคลายของเฟดเป็นการผลักดันให้นักลงทุนหันไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง และสร้างความผันผวนให้กับตลาดหุ้น แม้แต่เฟดเองยังส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงในการเกิดฟองสบู่มาตั้งช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

“ผมค่อยข้างกังวลว่า นักลงทุนอาจวางใจในความผันผวนต่ำในตลาดหุ้นมากเกินไป และผลคือทำให้นักลงทุนเก็งกำไรกันหนักขึ้น” วิลเลียม ดัดลีย์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก กล่าว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ นโยบายผ่อนคลายทางการเงินอย่างยาวนานของเฟดทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นที่สูงเกินไป ก่อให้เกิดการเพิกเฉยสภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ แม้ในปัจจุบันอัตราว่างงานในสหรัฐปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว แต่สัดส่วนการลาออกก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน เนื่องจากตลาดแรงงานที่เปิดโอกาสมากขึ้น ทำให้แรงงานเชื่อมั่นว่าจะสามารถหาตำแหน่งที่ดีกว่าในปัจจุบันได้ไม่ยาก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้เกิดการแข่งขันการขึ้นค่าตอบแทนระหว่างบริษัทเพื่อรักษาแรงงานไว้ในช่วงกิจการกำลังฟื้นตัว โดยค่าจ้างเฉลี่ยในสหรัฐ ณ ขณะนี้สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตซับไพรม์ถึง 3%

แน่นอนว่า ค่าจ้างที่สูงขึ้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าเงินเฟ้อสหรัฐในปัจจุบันจะสูงเกินกว่าเป้าหมายที่ 2% แล้วก็ตาม

และล่าสุด การที่เฟดยังคงนโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไป พร้อมกับการทยอยลดคิวอีนับเป็นการดำเนินนโยบายที่ไม่สอดคล้องกันอย่างยิ่ง เพราะการลดคิวอีจะทำให้สภาพคล่องของสถาบันการเงินลดลง ยิ่งไปกว่านั้นสถาบันการเงินยังไม่อาจดึงดูดทุนแหล่งอื่นได้ เนื่องจากติดปัญหาอัตราดอกเบี้ยต่ำที่เฟดกำหนด และหากสถาบันการเงินตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะส่งผลกระทบต่อกำไรของสถาบันการเงินเอง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การดำเนินนโยบายไม่สอดคล้องกันของเฟด จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนสภาพคล่องในหมู่สถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้การปล่อยสินเชื่อทำได้ยากขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่จะชะงักลง

เจพี มอร์แกน วาณิชธนกิจรายใหญ่ในสหรัฐประเมินแล้วว่าจากกรณีดังกล่าวว่า จะมีส่งผลให้สภาพคล่องหายไปถึงราว 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐในช่วงครึ่งหลังของปี 2015

การกังวลต่อการคงดอกเบี้ยนานเกินไปยังสะท้อนได้จากผลสำรวจของวอลสตรีท เจอร์นัล ที่ได้จากการสอบถามความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ 42 ราย โดยมีถึง 72% ที่กังวลว่าเฟดอาจตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไป ขณะที่มีเพียง 21% เท่านั้นที่ระบุกังวลว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไป

“ผมเชื่อว่าเรากำลังในสภาพความเสี่ยง จากการที่เฟดใช้นโยบายผ่อนคลายอย่างหนักนานเกินไป” ริชาร์ด ฟิสเชอร์ ประธานเฟดสาขาดัลลัส กล่าว

ฉะนั้น ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าการดื้อดึงคงอัตราดอกเบี้ยอาจไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจอีกต่อไปแล้ว แต่กลับเป็นการบ่อนทำลายสภาพเศรษฐกิจเสียมากกว่า

นอกจากนี้ เฟดได้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่เคยวางไว้แล้ว ทั้งอัตราเงินเฟ้อที่ทะลุเป้าที่ 2% และอัตราว่างงานที่ลดลงต่ำกว่า 6.3% ตามที่เฟดวางไว้ จึงแทบไม่มีความจำเป็นที่เฟดจะต้องคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อพยุงเศรษฐกิจ

แม้แต่ตลาดหุ้นก็ไม่ค่อยตอบรับต่อความเคลื่อนไหวของเฟดอีกต่อไป เห็นได้จากตลาดหุ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมาที่ดูไม่ค่อยคึกคักนัก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนไม่คิดว่าความเคลื่อนไหวของเฟดจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ

ดังนั้น การใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำนับเป็นยาดีต่อสภาพเศรษฐกิจในระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น การคงอัตราดอกเบี้ยต่ำนานเกินไปจะเสมือนกับการทานยาเกินขนาด ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสภาพเศรษฐกิจมากกว่า

ต่อจากนี้จึงได้แต่หวังว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้ทันเวลาก่อนที่จะสายเกินไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท