
ก๊าซแอลพีจี : จะอุดหนุนกันไปจนตึงไหน
ข้อโต้แย้งของฝ่ายที่คัดค้านการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือนและขนส่งที่ใช้อ้างมาตลอดก็คือ ภาคปิโตรเคมีมาแย่งก๊าซประชาชนใช้ ทำให้ประชาชนต้องไปใช้ก๊าซนำเข้าจากตลาดโลกที่มีราคาแพง ถ้าให้ภาคปิโตรเคมีเปลี่ยนไปใช้ก๊าซนำเข้าแทน ประชาชนก็จะได้ใช้ก๊าซถูกๆ จากโรงแยกก๊าซ โดยไม่ต้องขึ้นราคา
ข้อโต้แย้งของฝ่ายที่คัดค้านการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือนและขนส่งที่ใช้อ้างมาตลอดก็คือ ภาคปิโตรเคมีมาแย่งก๊าซประชาชนใช้ ทำให้ประชาชนต้องไปใช้ก๊าซนำเข้าจากตลาดโลกที่มีราคาแพง ถ้าให้ภาคปิโตรเคมีเปลี่ยนไปใช้ก๊าซนำเข้าแทน ประชาชนก็จะได้ใช้ก๊าซถูกๆ จากโรงแยกก๊าซ โดยไม่ต้องขึ้นราคา
คำกล่าวหรือข้อโต้แย้งดังกล่าวนี้ฟังดูดี น่าเชื่อถือ และสามารถชักจูงใจให้ประชาชนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของข้อมูลด้านพลังงานเห็นคล้อยตามได้เป็นจำนวนมาก แต่ผมจะบอกให้ว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง!
วันนี้เราไม่ต้องไปพูดถึงภาคปิโตรเคมีมาแย่งก๊าซประชาชนใช้ก็ได้ ไม่ต้องไปพูดถึงราคาก๊าซนำเข้าจากตลาดโลกที่สูงถึง 800-900 เหรียญสหรัฐ/ตันก็ได้ เรามาพูดกันแค่ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่เอามาใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงแยกก๊าซ แล้วผลิตออกมาเป็นก๊าซแอลพีจีให้เราได้ใช้กันทุกวันนี้ก็พอ
เมื่อ พ.ศ. 2547 ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย (ราคา ณ ปากหลุม) อยู่ที่ 236 เหรียญสหรัฐ/ตัน ตอนนั้นรัฐบาลตั้งราคาขายแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน
เวลาผ่านไปสิบปี ปีนี้ พ.ศ. 2557 ราคาก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย (ราคา ณ ปากหลุม) ขึ้นมาอยู่ที่ 360 เหรียญสหรัฐ/ตัน (ตามสูตรราคาซื้อขายที่อิงราคาน้ำมันเตาและอัตราเงินเฟ้อ) แต่ราคาแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซยังอยู่ที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน เหมือนเดิม (ดูกราฟฟิกประกอบ)
ดูตัวเลขแค่นี้เด็ก ป.4 ก็วิเคราะห์ออกว่า โรงแยกก๊าซขาดทุนแน่นอน เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่นำมาผลิตสูงกว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ผลิตได้
นอกจากนั้น ต้นทุนวัตถุดิบ (ก๊าซธรรมชาติ) ที่ว่า ยังไม่รวมค่าผ่านท่อจากปากหลุมมาถึงโรงแยกก๊าซ และยังไม่รวมค่าใช้จ่ายในกระบวนการผลิตของโรงแยกก๊าซอีกด้วย ซึ่งถ้ารวมทั้งหมดแล้ว ต้นทุนที่แท้จริงของโรงแยกก๊าซจะอยู่ที่ 555 เหรียญสหรัฐ/ตัน (ตามผลการศึกษาของสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยPTIT)
ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อต้นทุนโรงแยกก๊าซสูง แต่ต้องมาขายในราคาต่ำตามที่รัฐบาลกำหนดนับเป็นสิบปีอย่างนี้ แล้วโรงแยกก๊าซอยู่ได้อย่างไร รัฐบาลได้นำเงินมาอุดหนุนโรงแยกก๊าซบ้างหรือไม่
คำตอบก็คือโรงแยกก๊าซไม่ได้รับเงินอุดหนุนใดๆ จากรัฐบาลทั้งสิ้น แต่โรงแยกก๊าซอยู่ได้จากการขายก๊าซให้กับภาคปิโตรเคมีในราคาที่สูงกว่าที่ขายให้กับภาคครัวเรือน ขนส่งและอุตสาหกรรม โดยขายให้ในราคาเฉลี่ยที่ 590 เหรียญสหรัฐ/ตัน เมื่อนำราคาดังกล่าวมาเฉลี่ยกับราคาขายที่ 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน ที่รัฐบาลควบคุมไว้ จึงทำให้โรงแยกก๊าซมีรายได้แค่เพียงพอที่จะบริหารกิจการไปได้เท่านั้น (Cover cash cost only)
ดังนั้น ถ้าปฏิบัติตามข้อเสนอของฝ่ายที่คัดค้านการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี โดยการให้ภาคปิโตรเคมีไปใช้ก๊าซนำเข้า แล้วให้ประชาชนมาใช้ก๊าซจากโรงแยกก๊าซทั้งหมด โรงแยกก๊าซก็จะอยู่ไม่ได้ รัฐบาลก็ต้องปรับราคาแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซขึ้นไปจาก 333 เหรียญสหรัฐ/ตัน เป็นอย่างน้อย 555 เหรียญสหรัฐ/ตัน อยู่ดีซึ่งจะมีผลให้ราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจีขึ้นไปอีก กก.ละ 7 บาท จากเดิมที่เคยตรึงอยู่ที่18.13 บาท/กก. ก็จะเป็น 25.13 บาท/กก. (ราคาปัจจุบัน ครัวเรือนอยู่ที่ 22.63 บาท/กก. ขนส่ง 21.38 บาท/กก.)
จะเห็นได้ว่าถึงแม้จะกีดกันภาคปิโตรเคมีไม่ให้มาใช้ก๊าซจากโรงแยกก๊าซไดั ราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนและขนส่งก็ยังต้องขึ้นอยู่ดี เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงแยกก๊าซ เพราะราคาขายหน้าโรงแยกก๊าซที่รัฐบาลตรึงไว้นับเป็นสิบปีนั้น เป็นราคาที่ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง
ถ้าจะไม่ให้ขึ้นราคา รัฐบาลก็ต้องหาเงินมาอุดหนุนราคาให้กับโรงแยกก๊าซ (ซึ่งปัจจุบันรัฐไม่ได้อุดหนุนโรงแยกก๊าซเลย เพราะผู้ประกอบการช่วยตัวเอง รัฐอุดหนุนเฉพาะราคานำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น) ซึ่งก็จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้น เพราะรัฐต้องเข้าไปแบกรับภาระการอุดหนุนราคาทั้งหมด 100% ของการผลิต การนำเข้า การขายส่ง และขายปลีก ของอุตสาหกรรมก๊าซแอลพีจีครบวงจรเลยทีเดียว ซึ่งต้องใช้เงินมากมายมหาศาลปีหนึ่งเกือบแสนล้านบาท
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างราคาแอลพีจีทั้งหมดในวันนี้ ก็เป็นเพราะรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เลือกใช้นโยบายประชานิยมด้านพลังงาน โดยไปตรึงราคาขายแอลพีจีหน้าโรงแยกก๊าซให้ต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงเป็นเวลานานจนเกินไปนั่นเอง ไม่ได้มีอะไรไปเกี่ยวข้องกับเรื่องการแย่งใช้ก๊าซของภาคปิโตรเคมี หรือพยายามจะผลักดันประชาชนให้ไปใช้ก๊าซในราคาตลาดโลก อย่างที่มีผู้พยายามไปบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิดกันแต่อย่างใด
ผมจึงไม่เข้าใจว่าจะพยายามยื้อการขึ้นราคาก๊าซกันไปจนถึงไหน ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่แล้วว่าต้นตอของปัญหามันอยู่ที่ไหน!!!







