
ผู้แทนไร้ประสิทธิภาพ
น่าเสียดายที่การประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 วงเงินสูงลิ่วถึง 2.07 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท และถือว่าเป็นการจัดทำงบประมาณจำนวนมากที่สุดของไทยกลับจืดชืด ขาดซึ่งประสิทธิภาพในการตรวจสอบลงลึกอย่างจริงจังของบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อาสาตัวเข้ามาทำหน้าที่
2 วันผ่านไป การอภิปรายร่างงบประมาณของพรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ดูจะพยายามลากโยงไปเรื่องการปราบม็อบคนเสื้อแดงเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมของมวลชนคนเสื้อแดงเสียเป็นส่วนใหญ่
จะควานหาตัว สส.ที่อภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายประจำของรัฐบาลแบบจริงๆ จังๆ เจาะลึกลงไปในความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการเงินรัฐบาลเพื่อนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศได้ยากเต็มที
วาทะและข้อมูลการอภิปรายส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงภาพกว้างที่หยิบยกขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายงบประมาณที่ไม่เป็นธรรมทั่วถึง การตั้งข้อสังเกตว่า มีการมอบงบประมาณให้กับฝ่ายความมั่นคงหรือทหารเพื่อตอบแทนกันเป็นจำนวนมากล้วนแล้วแต่เป็นกระพี้เพื่อสร้างสีสันในทางการเมืองขึ้นมาเท่านั้น สส.มิได้ใช้เวลาในการศึกษาร่างงบประมาณแม้แต่น้อย
ในความเป็นจริงแล้วการจัดทำงบประมาณที่สูงลิ่วถึง 2.07 ล้านล้านบาท มีจุดด้อยในหลายๆ ด้านที่รัฐบาลมิได้ตระหนัก แต่พรรคฝ่ายค้านกลับไม่สนใจอภิปรายแต่ประการใด
ถือเป็นกรรมของประเทศไทย ที่ สส.มุ่งเน้นสร้างฐานคะแนนศรัทธาในการประกาศตัวเป็นสาวก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มากกว่ามุ่งเน้นสร้างมูลค่าให้กับตัวเองในฐานะผู้แทนที่อาสาเข้ามาเสนอความคิดเห็นเพื่อผลักดันให้การบริหารประเทศเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
ทั้งๆ ที่เนื้อหาสาระของการจัดทำงบประมาณที่สูงลิ่ว แล้วรัฐบาลยังหัวปักหัวปำกับการตั้งเป็นงบใช้จ่ายประจำเงินเดือน โครงการสวัสดิการต่างๆ สูงถึง 1.66 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายในการจัดหารายได้ของรัฐบาลทั้งปีที่ตั้งไว้เพียง 1.65 ล้านล้านบาท รายได้ที่มีไม่พอกับรายจ่ายประจำกลับไม่มีการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายใดๆ ทั้งๆ ที่ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปสู่การบริหารจัดการที่ดีในอนาคตได้
ไม่ต้องพูดถึงการที่รัฐบาลนี้ตั้งงบลงทุนไว้ 3 แสนล้านบาท แต่เนื้อแท้แล้วเงินที่นำมาลงทุนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นการกู้มาทั้งนั้น ย่อมหมายถึงรัฐมีภาระแฝงที่มากขึ้น หรือแม้แต่การไร้ยุทธศาสตร์ในการตั้งงบประมาณเพื่อกระตุ้นการลงทุนภายหลังเหตุการณ์มาบตาพุดและการเผาเมือง
ประเด็นเหล่านี้ มีความหมายต่อรัฐไทยแทบทั้งสิ้น รัฐบาลจะมียุทธศาสตร์ในการเก็บรายได้อย่างไรให้พอกับรายจ่าย หรือว่าต้องหารายได้โดยการรีดเลือดกับปู คนมีน้อยจ่ายภาษีมาก คนมั่งมีศรีสุขจ่ายภาษีน้อย เพื่อสนองตอบกับนโยบายรัฐสวัสดิการ
นี่คือหัวใจที่ สส.พรรคฝ่ายค้านมองไม่เห็น และไม่มีขีดความสามารถในการตรวจสอบกลไกการตั้งงบประมาณ สำหรับวางรากฐานสำคัญของประเทศในด้านเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน







