
ตบเท้าคุม สนช.-ครม.เสี่ยงเสียบของซ้ำรอยอดีต!!!
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ก้าวเข้าสู่ปฏิบัติการระยะที่ 2 ตามโรดแมปของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลไกต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 เริ่มปรากฏเค้าลางความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งวางคิวเตรียมเปิดประชุมนัดแรกต้นเดือน ส.ค.นี้ ต่อเนื่องด้วย ครม.ชุดใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่เดือน ก.ย.
ทว่าเส้นทางสู่การ “ปฏิรูป” เริ่มตั้งเค้าไม่สู้ดี ตั้งแต่เริ่มออกตัวเมื่อสัดส่วนบุคลากรที่เข้ามาเป็นสมาชิกในกลไกต่างๆ ดูจะคับคั่งไปด้วยตัวแทนจาก “กองทัพ” ไม่ว่าจะยังอยู่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่หรือปลดประจำการไปแล้ว จนทำให้ภาพลักษณ์ของกลไกต่างๆ เหล่านี้ตัดไม่ขาดจาก “อำนาจ” ที่มาจากการ “รัฐประหาร”
ไม่แปลกที่กระแสสะพัดถึงว่าที่ ครม.ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่เร็วๆ นี้ล้วนเต็มไปด้วยอดีตบิ๊กนายทหารทั้งหลายแหล่ เริ่มตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ที่เตรียมขยับมาควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ถัดมาที่พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ซึ่งกลับมานั่งเก้าอี้รองนายกฯ ด้านความมั่นคง ควบเก้าอี้ รมว.กลาโหม ตามติดด้วย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ. ถูกวางตัวมารับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย
แม้จะมีเสียงสะท้อนว่าตัวแทนจากกองทัพที่เข้ามารับตำแหน่งใน ครม.นั้นเป็นเพียงแค่ควบคุมดูแลงานด้านความมั่นคง แต่เอาเข้าจริงกลับพบว่าตามโผที่ปรากฏมีรายชื่อของนายทหารเข้าไปรับตำแหน่ง ครม.ด้านเศรษฐกิจหลายราย
ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. รั้งตำแหน่ง รมว.พลังงาน พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีต ผบ.ทอ. จ่อ รมว.คมนาคม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผช.ผบ.ทบ. ซึ่งปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. จะเป็น รมว.พาณิชย์ และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส. เป็น รมว.ต่างประเทศ
เช่นเดียวกับ สนช. ที่แว่วว่ามีสัดส่วนจากกองทัพมากกว่า 100 คน ชัดเจนมากขึ้น เมื่อ พล.อ.อ.ประจิน เปิดเผยสัดส่วนโควตาของกองทัพอากาศ นับ 20 คน ล็อตแรก 10 คน ส่งประวัติเรียบร้อย ส่วนใหญ่เป็นทหารประจำการ ส่วนล็อตสองเพิ่มเติมยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ยิ่งทำให้ประเมินโฉมหน้า สนช.ชุดใหม่ได้ไม่ยากว่า 220 คน ที่เข้ามารับหน้าที่สภานิติบัญญัติแทน สส.สว.ในสภาผู้แทนราษฎร ย่อมเต็มไปด้วยบรรดาคนมีสี
แน่นอนว่ากระบวนการปฏิรูปที่จำเป็นจะต้องเข้าไปยกเครื่อง รื้อโครงสร้าง วางระบบ สิ่งที่เป็นปัญหาหมักหมมมายาวนานในสังคม จำเป็นต้องจะต้องใช้เสียงที่เป็น “เอกภาพ” ในการดำเนินการไม่ว่าจะเป็นการผ่านกฎหมาย วางแนวทางการปฏิบัติ
ไม่ว่าจะเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ การตอบแทนบุญคุณ แต่การดึงตัวแทนจากกองทัพเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูป อย่างน้อยที่สุดอาจมองได้ว่าเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าทุกอย่างจะเดินไปตามแนวที่ คสช.วางกรอบไว้ แม้สุดท้ายปลายทางผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่เป็นอย่างที่ต้องการก็ตาม
แต่อีกด้านหนึ่ง การมีสัดส่วนตัวแทนจากกองทัพมากเกินกว่าสาขาวิชาชีพอื่นๆ ย่อมสั่นคลอนความน่าเชื่อถือ เป็นกลาง ของกระบวนการปฏิรูป เพราะเส้นทางที่ถูกต้องควรจะเปิดกว้างให้บุคลากรแต่ละภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ความคิดผูกขาดอยู่แค่คนกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดเพียงกลุ่มเดียว
ไม่เช่นนั้นจะทำให้กระบวนการปฏิรูปไม่เป็นที่ยอมรับ และอาจเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งต่อไปภายหลังซ้ำรอยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา
โดยเฉพาะหากเป็นที่เคลือบแคลงว่าการปฏิรูปครั้งนี้เป็นไปเพื่อการกวาดล้างจัดการบางฝักบางฝ่าย ย่อมซ้ำเติมความน่าเชื่อถือกระบวนการปฏิรูป และย่อมทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ คสช.พยายามจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายพังทลายลงไป
ที่สำคัญ เมื่อภาพลักษณ์ทหารเข้ามาครอบงำ นอกจากสัดส่วนจะถูกยึดครองไม่เหลือเพียงพอให้แต่ละภาคส่วนเข้ามาร่วมทำหน้าที่แล้ว ผลกระทบอีกอย่างที่จะตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงคือ คนมีความรู้ความสามารถมีประสบการณ์ ย่อมไม่อยากเข้ามาเปลืองตัวร่วมกระบวนการปฏิรูปรอบนี้
นั่นย่อมเป็นปัญหาต่อเนื่องไปจนถึงการบริหารราชการในช่วงปีสองปีนับจากนี้ที่บุคลากรจากกองทัพจะต้องเป็นผู้ประคับประคองเดินหน้าต่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทหารจากกองทัพที่รับราชการอยู่ในแวดวงการทหาร แม้จะมีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองการบริหารอยู่บ้าง แต่รายละเอียดหลายเรื่องมีความซับซ้อนที่ต้องการประสบการณ์และมุมมองที่รอบด้านหลากหลาย
เพราะลำพังสัดส่วนที่ปรึกษาในแต่ละด้านซึ่งแต่งตั้งมาตั้งแต่สมัย คสช. ย่อมมีข้อจำกัดในการทำงานที่มีกรอบแค่การให้คำปรึกษา ส่วนการตัดสินใจชี้ขาดขั้นสุดท้ายถูกมองว่าอยู่เพียงแค่กลุ่มคนไม่กี่คน
การตบเท้าเข้าสู่ตำแหน่งของบรรดาทหาร ย่อมมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งภาพลักษณ์และเนื้อหาของการปฏิรูปรอบนี้ ซึ่งหากบริหารจัดการไม่ดี รวมถึงไม่อาจชี้แจงทำความเข้าใจให้สาธารณะรับรู้ถึงที่มาที่ไป ย่อมมีผลต่อเป้าหมายของ คสช.
ยิ่งกว่านั้น อาจทำให้การรัฐประหารครั้งนี้ต้องเสียของ อย่างที่หลายคนเคยตั้งข้อสังเกตเป็นห่วง







