
อียูคว่ำบาตรเสี่ยงเจ็บเองส่อเจอรัซเซียจัดหนักเอาคืน
เหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกและรัสเซียมีท่าทีร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
เหตุการณ์ความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกและรัสเซียมีท่าทีร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ยิงเครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 17 ซึ่งบรรดาชาติตะวันตกเชื่อว่ากลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่สนับสนุนรัสเซียเป็นผู้ก่อเหตุ โดยนับตั้งแต่เกิดวิกฤตยูเครนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ถูกมองว่าเป็นผู้หนุนกลุ่มกบฏมาโดยตลอด
เหตุการณ์นี้จึงเหมือนกับเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้สหภาพยุโรป (อียู) เลือกออกมาตรการคว่ำบาตรที่มุ่งเป้าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัสเซียเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 29 ก.ค. โดยรายละเอียดบางส่วนอียูแถลงว่า จะสั่งห้ามธนาคารของรัฐบาลรัสเซียในการขายหุ้นหรือพันธบัตรในยุโรป และห้ามส่งออกอุปกรณ์ที่ใช้พัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมัน รวมทั้งยังสั่งห้ามทำสัญญาฉบับใหม่ในการขายอาวุธให้รัสเซีย และยังห้ามส่งออกเครื่องจักร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าของพลเรือนอื่นๆ ที่สามารถใช้งานในกองทัพด้วย
ก่อนหน้านี้ อียูมีท่าทีลังเลมาตลอด โดยได้คว่ำบาตรแต่เพียงเจ้าหน้าที่ของยูเครนและรัสเซีย รวมไปถึงองค์กรต่างๆ เท่านั้น ซึ่งท่าทีการลังเลของอียูนั้นก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากว่าเศรษฐกิจของยุโรปนั้นต้องพึ่งพารัสเซียอย่างมากทั้ง “พลังงานและการค้า”
จากปัจจัยที่อียูพึ่งพาทั้งด้านการค้าและพลังงานของรัสเซียก็จะส่งผล “สะท้อนกลับ” มาที่เศรษฐกิจของอียูเช่นกัน โดยสิ่งแรกที่จะกระทบอียูก็คือ “การค้า” เห็นได้จากการออกโรงเตือนของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ระบุว่า การคว่ำบาตรต่อรัสเซียจะกระทบต่อยุโรปเอง
“ผลกระทบจากการคว่ำบาตรคาดว่าจะเกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่มีการค้าขายโดยตรงกับรัสเซีย โดยเฉพาะในยุโรปกลาง ยุโรปตะวันออก และเอเชียกลาง” ไอเอ็มเอฟ ระบุ
เช่นเดียวกันกับ ชาร์ลส์ เซวิลล์ ผู้อำนวยการของฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ระบุว่า การคว่ำบาตรต่อรัสเซียจะกระทบต่อเศรษฐกิจของยุโรปเอง โดยให้เหตุผลว่า รัสเซียเป็นชาติที่มีขนาดใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ดังนั้นการคว่ำบาตรจะกระทบต่อยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกไปรัสเซีย
ทั้งนี้ ปีที่แล้วอียูและรัสเซียมีมูลค่าการค้าคิดเป็น 3.36 แสนล้านยูโร โดยรัสเซียมียอดเกินดุลการค้าที่ 8.7 หมื่นล้านยูโร โดยเฉพาะเยอรมนีเพียงชาติเดียวมีมูลค่าการค้ากับแดนหมีขาวสูงถึง 9 หมื่นล้านยูโรเลยทีเดียว และตามด้วยอิตาลีที่ค้าขายกับรัสเซียในปริมาณมากเช่นกัน
กระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนเห็นว่า การคว่ำบาตรครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อการค้าเล็กน้อยเท่านั้น โดยเชื่อว่าชาติในยุโรปจะสามารถจัดการได้ ทว่าจะกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในยุโรป” เนื่องจากเห็นว่าการคว่ำบาตรครั้งนี้เป็นท่าทีที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของยุโรปต่อรัสเซีย จึงนับเป็นความเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดบรรยากาศของ “ความไม่แน่นอน”
“ผลกระทบจากการค้าค่อนข้างน้อย ทว่าความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าคือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โดยการเปลี่ยนแปลงการคว่ำบาตร บวกกับการสูญเสียความเชื่อมั่นสามารถฉุดรั้งเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวอย่างอ่อนแอในยุโรปให้ชะงักงันได้” เกรเกอร์ เอเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ของอัลลิแอนซ์ ผู้ให้บริการทางด้านการเงินรายใหญ่ ระบุ
ความเชื่อมั่นที่ลดลงเห็นได้จากความเชื่อมั่นทางธุรกิจของเยอรมนี เดือน ก.ค. ที่ปรับตัวลดลงไปอยู่ที่ 108 จุด ซึ่งปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และยังเป็นจุดต่ำที่สุดในรอบ 9 เดือนด้วย โดยสาเหตุนั้นมาจากวิกฤตในยูเครน
“การคว่ำบาตรจะทำให้บริษัทยุโรปไม่รู้ว่าจะสามารถขายสินค้ารัสเซียในช่วง 3 เดือน หรือ 1 ปีนี้ได้หรือไม่ รวมไปถึงธนาคารก็จะไม่มั่นใจว่าสินเชื่อจะได้รับการชำระคืนหรือไม่ และยังไม่แน่ชัดอีกว่าราคาก๊าซและพลังงานจะเป็นไปในทิศทางใดอีกด้วย” มาร์เซล แฟรทซ์เชอร์ ประธานของดีไอดับเบิลยู สถาบันวิจัยทางเศรษฐกิจ ระบุ
สำหรับในกรณีของ “การพึ่งพาก๊าซ” จากรัสเซียก็เป็นปัจจัยเสี่ยงต่ออียูเช่นกัน โดยยูโรก๊าซ องค์กรด้านก๊าซในยุโรป เปิดเผยว่า ในปี 2012 28 ชาติในอียูนั้นพึ่งพาก๊าซของรัสเซียถึง 24% และบางประเทศนั้นพึ่งพาก๊าซจากรัสเซีย 100% เลยทีเดียว เช่น ฟินแลนด์และลัตเวีย ซึ่งรัสเซียได้ส่งผ่านก๊าซเหล่านี้ผ่านยูเครน โดยในปี 2009 รัสเซียและยูเครนเคยมีความขัดแย้งกัน จนส่งผลให้รัสเซียปิดท่อส่งก๊าซนานถึง 2 สัปดาห์ ดังนั้นแล้วจึงนับเป็นความเสี่ยงที่รัสเซียอาจจะมีโอกาส “เอาคืน” อีกครั้งก็เป็นได้
ทั้งนี้ เป็นไปได้อีกด้วยว่ารัสเซียอาจตอบโต้อียูกลับ ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อเศรษฐกิจของอียู โดยการ “เอาคืน” ด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งทูตที่ไม่เปิดเผยนามของอียูรายหนึ่งได้เปิดเผยกับเอเอฟพีว่า เป็นไปได้ที่รัสเซียจะแก้แค้น โดยชี้ให้ว่า รัสเซียนั้นได้ห้ามทำการค้ากับประเทศซึ่งในอดีตอยู่ในสหภาพโซเวียต เช่น มอลโดวาและจอร์เจีย ซึ่งทั้งสองประเทศมีจิตใจฝักใฝ่อียู
เค้าลางเริ่มเห็นมาแล้ว เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่รัฐบาลกรุงมอสโกได้ห้ามนำเข้าผลไม้แปรรูปและผักจากยูเครน พร้อมยังได้เตือนอียูว่า จะทำในลักษณะเดียวกันด้วย
เดวิด กอร์ดอน ประธานฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของยูเรเซีย กรุ๊ป ที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองโลก คาดการณ์ว่ารัสเซียจะตั้งกฎระเบียบต่างๆ เช่น กฎด้านความปลอดภัยและสุขภาพที่เข้มงวดขึ้น เพื่อทำให้ยากขึ้นในการที่ชาวต่างชาติจะทำธุรกิจในรัสเซีย ขณะที่ เอเดอร์ จากอัลลิแอนซ์ แสดงความกังวลว่า การเอาคืนของรัสเซียจะรุนแรง โดยรัสเซียอาจยึดฐานการผลิตของบริษัทยุโรปที่ตั้งอยู่ในรัสเซีย
ไม่เพียงเท่านั้น การเอาคืนจะยิ่งกระทบกับเศรษฐกิจประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางด้านการค้ากับรัสเซียให้หนักข้อมากขึ้นอีกด้วย เช่น เศรษฐกิจเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีความอ่อนแอเป็นทุนเดิม ต้องพึ่งพาท่าเรือขนาดใหญ่ในรอตเตอร์ดัมเป็นหลัก ซึ่งท่าเรือแห่งนี้เป็นเส้นทางการส่งออกน้ำมันของรัสเซียเข้ามาในยุโรป
นอกจากนี้แล้ว ข้อมูลจากธนาคารกลางรัสเซีย เปิดเผยว่า บริษัท บุคคล และธนาคารต่างๆ ของรัสเซียได้กู้ยืมเงินสูงถึง 6.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า ส่วนใหญ่เจ้าหนี้คือธนาคารยุโรป ซึ่งหากเงินจำนวนนี้ไม่ถูกชำระคืนก็จะส่งผลต่อบรรดาธนาคารของยุโรปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งความเคลื่อนไหวของยุโรปต่อรัสเซียนี้ก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยสู้ดีนักสำหรับยุโรป เห็นได้จากการขยายตัวของเศรษฐกิจในยูโรโซนก็อยู่ในภาวะการฟื้นตัวที่อ่อนแอ โดยในไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 0.3% เท่านั้น
...ดังนั้นแล้ว จึงนับเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจของยุโรปที่จะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจคว่ำบาตรในครั้งนี้







