posttoday
ผู้นำมาเลเซียกับสายการบินแห่งชาติ

ผู้นำมาเลเซียกับสายการบินแห่งชาติ

31 กรกฎาคม 2557

ปลายปีที่แล้ว เพื่อนชาวมาเลย์คนหนึ่งถามผมด้วยความข้องใจว่า คนไทยประท้วงอะไรกัน พวกเราไม่รู้สึกภูมิใจบ้างเลยหรือ ที่มีผู้นำสวยจนคนมาเลย์อิจฉากันทั้งประเทศ

ปลายปีที่แล้ว เพื่อนชาวมาเลย์คนหนึ่งถามผมด้วยความข้องใจว่า คนไทยประท้วงอะไรกัน พวกเราไม่รู้สึกภูมิใจบ้างเลยหรือ ที่มีผู้นำสวยจนคนมาเลย์อิจฉากันทั้งประเทศ

ผมตอบกลับไปว่า คนไทยต้องการมันสมองจากผู้นำมากกว่าความสวยงาม

แต่เพื่อนไม่ยอมลดละ แย้งกลับมาอีกว่า แต่คนไทยก็ยังโชคดีกว่าคนมาเลย์ ผู้นำของเขานอกจากจะโง่เง่าแล้ว ยังอัปลักษณ์อีกด้วย...555

ผมคิดว่าเขาพูดเล่น เพราะนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เท่าที่ผมเห็นในขณะนั้น ไม่ได้ดูด้อยสติปัญญา ประกอบกับหน้าตาก็ไม่ได้ดูอัปลักษณ์อย่างที่เขาพูด

หลายเดือนต่อมา มีเพื่อนชาวสิงคโปร์บ่นให้ฟังเรื่องนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง เขาบอกว่านายลีเห็นนายสีจิ้นผิงของจีนออกไปกินข้าวแกงข้างถนนแล้วเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ก็อยากเอาอย่างบ้าง ลงทุนไปยืนเข้าคิวรอซื้อปีกไก่ทอดให้ช่างภาพถ่ายไปลงหนังสือพิมพ์

เพื่อนบอกว่า นายลีคิดว่าประชาชนไม่รู้เท่าทันว่าทั้งหมดเป็นการจัดฉาก ก่อนเวลา 2 ชั่วโมง มีกองกำลังรักษาความปลอดภัยหลายสิบคนลงไปเคลียร์พื้นที่ล่วงหน้า รวมทั้งซักซ้อมความเข้าใจกับแม่ค้าและคนที่จะมาเข้าคิวร่วมกับนายกรัฐมนตรีว่าต้องทำตัวอย่างไรบ้าง

ผมฟังแล้วได้แต่ทอดถอนใจ รู้สึกว่าปัญหาของประเทศเพื่อนบ้านช่างเล็กน้อยและไร้สาระ เมื่อเปรียบกับปัญหาความขัดแย้งภายในบ้านเมืองของเรา

ในช่วงเดือนแรกที่เที่ยวบินเอ็มเอช 370 หายไปอย่างลึกลับ ผมยังไม่ได้มองนายนาจิบในแง่ร้ายมากนัก เพียงแค่รู้สึกว่ารัฐบาลมาเลเซียน่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ และเปิดเผยข้อมูลให้รวดเร็วและชัดเจนกว่านี้

ผมสรุปของผมเองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่อาจเป็นเรื่องที่รัฐบาลมาเลเซียเองก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องมีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ เพราะนอกจากรัฐบาลสหรัฐน่าจะมีเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมพื้นที่ทั้งโลกแล้วเครื่องบินที่หายไปยังผลิตมาจากโรงงานในสหรัฐอีกด้วย

ผมเชื่อของผมว่า สหรัฐทราบว่าเอ็มเอช 370 อยู่ที่ไหน เพียงแต่ไม่ยอมพูดเท่านั้น

แต่พอได้ยินข่าวเอ็มเอช 17 ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้ายูเครนตะวันออกเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และเห็นภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนายนาจิบในโทรทัศน์ ผมก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนชาวมาเลย์ขึ้นมาอีกครั้ง

นึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าเขาคงไม่ได้พูดเล่น เขาคงรู้สึกอึดอัดกับผู้นำและรัฐบาลของเขาจริงๆ เหมือนที่ก่อนรัฐประหาร คนไทยจำนวนมากทนผู้นำและรัฐบาลของเราเองไม่ไหว ต้องออกมาเดินขบวนขับไล่

อาจจะมีคนอยากแย้งว่า มาเลเซียเป็นประเทศประชาธิปไตย รัฐบาลและผู้นำมาจากการเลือกตั้ง มีเหตุผลอะไรที่เพื่อนผมจะไม่ยอมรับ

ผมเชื่อว่าคำตอบของเขาคือ เขาไม่ได้เป็นคนเลือก และที่พรรคอัมโนชนะเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นเพราะความนิยมอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีฐานการจัดตั้งที่เข้มแข็งกว่า และมีการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ตนเองในการเลือกตั้ง

ใครที่ศึกษาประวัติของนายนาจิบจะทราบว่า เขาไม่ต่างอะไรจากผู้นำสิงคโปร์หรืออดีตผู้นำหญิงของเรา กล่าวคือ มาจากตระกูลการเมืองที่ตำแหน่งผู้นำกลายเป็นมรดกตกทอด ไม่ได้ดิ้นรนต่อสู้ด้วยตัวเองทั้งหมด หากแต่มีบันไดเลื่อนนำพาขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง

นายนาจิบ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของมาเลเซีย เป็นลูกของนายอับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 และเป็นหลานของนายฮุซเซน ออน นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 เขาได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยตั้งแต่มีอายุเพียง 25 ปี หนุ่มที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของมาเลเซีย และได้เป็นรัฐมนตรีว่าการเต็มตัวเมื่อมีอายุเพียง 32 ปี

หลังจากนั้นก็วนเวียนเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง จนได้ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีในสมัยของนายกรัฐมนตรี อับดุลลา บาดาวี

เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาก่อการกบฏภายในพรรค และบีบให้นายบาดาวีลาออก หลังจากพรรคอัมโนสูญเสียที่นั่งในสภาจำนวนหนึ่งให้กับพรรคฝ่ายค้านของนายอันวาร์ อิบราฮิม

แต่ชัยชนะที่ได้มาในลักษณะนี้ทำให้เกิดรอยร้าวลึกภายในพรรคอัมโน ทำให้ไม่ว่านายนาจิบจะตัดสินใจทำอะไร จะมีเสียงตำหนิติเตียนจากภายในพรรคเดียวกันว่ามากไปบ้าง หรือน้อยไปบ้าง เป็นต้น

แน่นอนว่าเป็นเรื่องค่อนข้างปกติธรรมดาสำหรับผู้นำใหม่ที่จะต้องมีคนกังขาในเรื่องความสามารถ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผู้นำใหม่สามารถสั่งสมอำนาจบารมีของตัวเองได้หรือไม่

บางครั้งมีวิกฤตเกิดขึ้นเสียก่อน บางคนก็สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส บางคนก็ตกม้าตาย

กรณีเครื่องบิน 2 ลำของมาเลเซียอาจจะต่างจากเรื่องจำนำข้าวของไทยในประเด็นที่ของเขาไม่ฉาวโฉ่เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ที่คล้ายกันคือเป็นเรื่องที่ท้าทายภาวะความเป็นผู้นำ

ผลที่ออกมาคือล้มเหลวด้วยกันทั้งคู่

ทั้งเรื่องเอ็มเอช 370 และเอ็มเอช 17 ต่างเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกด้วยกันทั้งสองเรื่อง ยิ่งเมื่อเกิดกับสายการบินเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็ยิ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ามีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่ และมีเงื่อนงำอะไรซ่อนเร้นอยู่บ้าง

ผมไม่แน่ใจว่านายนาจิบกับรัฐบาลมาเลเซียจะสามารถให้ความกระจ่างกับสังคมโลกได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ชาวมาเลย์และครอบครัวของผู้สูญเสียทุกคนเห็นว่าได้กระทำและจะกระทำทุกอย่างจนสุดความสามารถในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเยียวยาผู้เสียหาย

ภาพที่ออกมาไม่เป็นเช่นนั้น ข่าวสารต่างๆ มีบ้าง ไม่มีบ้าง และทำให้เกิดความสับสนมากกว่าความกระจ่าง จนคนทั่วไปรู้สึกว่ารัฐบาลมาเลเซียควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และตัวนายนาจิบเองดูหมดสภาพ แทบจะไม่มีสง่าราศีของความเป็นผู้นำประเทศหลงเหลืออยู่

หากผมเป็นนายนาจิบ สิ่งแรกที่ต้องทำคือยอมรับความจริงว่า ตราบใดที่ยังไม่พบซากเครื่องบินเอ็มเอช 370 ก็ไม่มีทางที่รัฐบาลมาเลเซียจะสามารถให้คำตอบที่สังคมโลกพอใจ รวมทั้งไม่มีทางห้ามไม่ให้คนโยงเรื่องเอ็มเอช 17 เข้ากับเรื่องเอ็มเอช 370

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางออกที่น่าจะดีที่สุดคือการตั้งคณะกรรมการคนกลางขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมด้วย และให้มีตัวแทนของครอบครัวผู้สูญเสียมานั่งในคณะกรรมการและเป็นผู้สังเกตการณ์

คณะกรรมการชุดนี้ควรมีอำนาจเต็ม สามารถเรียกดูเอกสารทุกชิ้นในความครอบครองของภาครัฐ และสามารถเชิญเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนมาให้ปากคำ รวมทั้งตัวนายนาจิบด้วย

แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้มีความเสี่ยง แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่น่าจะยอมรับได้ เพราะอย่างน้อยก็จะช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อตัวนายนาจิบเอง และผ่องถ่ายคำถามที่ตอบยากไปให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ

ขืนปล่อยสถานการณ์ให้เป็นไปตามยถากรรมเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากครอบครัวผู้สูญเสียจะไม่พอใจ ประชาชนมาเลเซียจะอึดอัด และตัวนายนาจิบเองสูญเสียภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำแล้ว อีกไม่นาน สายการบินมาเลเซียอาจล้มละลายได้

ลองนึกภาพดูก็ได้ว่าจะยังเหลือใครอีกกี่คนในโลก ที่ยินดีเดินทางไปกับสายการบินมาเลเซีย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท