
ผู้นำมาเลเซียกับสายการบินแห่งชาติ
ปลายปีที่แล้ว เพื่อนชาวมาเลย์คนหนึ่งถามผมด้วยความข้องใจว่า คนไทยประท้วงอะไรกัน พวกเราไม่รู้สึกภูมิใจบ้างเลยหรือ ที่มีผู้นำสวยจนคนมาเลย์อิจฉากันทั้งประเทศ
ปลายปีที่แล้ว เพื่อนชาวมาเลย์คนหนึ่งถามผมด้วยความข้องใจว่า คนไทยประท้วงอะไรกัน พวกเราไม่รู้สึกภูมิใจบ้างเลยหรือ ที่มีผู้นำสวยจนคนมาเลย์อิจฉากันทั้งประเทศ
ผมตอบกลับไปว่า คนไทยต้องการมันสมองจากผู้นำมากกว่าความสวยงาม
แต่เพื่อนไม่ยอมลดละ แย้งกลับมาอีกว่า แต่คนไทยก็ยังโชคดีกว่าคนมาเลย์ ผู้นำของเขานอกจากจะโง่เง่าแล้ว ยังอัปลักษณ์อีกด้วย...555
ผมคิดว่าเขาพูดเล่น เพราะนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เท่าที่ผมเห็นในขณะนั้น ไม่ได้ดูด้อยสติปัญญา ประกอบกับหน้าตาก็ไม่ได้ดูอัปลักษณ์อย่างที่เขาพูด
หลายเดือนต่อมา มีเพื่อนชาวสิงคโปร์บ่นให้ฟังเรื่องนายกรัฐมนตรี ลีเซียนลูง เขาบอกว่านายลีเห็นนายสีจิ้นผิงของจีนออกไปกินข้าวแกงข้างถนนแล้วเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ก็อยากเอาอย่างบ้าง ลงทุนไปยืนเข้าคิวรอซื้อปีกไก่ทอดให้ช่างภาพถ่ายไปลงหนังสือพิมพ์
เพื่อนบอกว่า นายลีคิดว่าประชาชนไม่รู้เท่าทันว่าทั้งหมดเป็นการจัดฉาก ก่อนเวลา 2 ชั่วโมง มีกองกำลังรักษาความปลอดภัยหลายสิบคนลงไปเคลียร์พื้นที่ล่วงหน้า รวมทั้งซักซ้อมความเข้าใจกับแม่ค้าและคนที่จะมาเข้าคิวร่วมกับนายกรัฐมนตรีว่าต้องทำตัวอย่างไรบ้าง
ผมฟังแล้วได้แต่ทอดถอนใจ รู้สึกว่าปัญหาของประเทศเพื่อนบ้านช่างเล็กน้อยและไร้สาระ เมื่อเปรียบกับปัญหาความขัดแย้งภายในบ้านเมืองของเรา
ในช่วงเดือนแรกที่เที่ยวบินเอ็มเอช 370 หายไปอย่างลึกลับ ผมยังไม่ได้มองนายนาจิบในแง่ร้ายมากนัก เพียงแค่รู้สึกว่ารัฐบาลมาเลเซียน่าจะควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่านี้ และเปิดเผยข้อมูลให้รวดเร็วและชัดเจนกว่านี้
ผมสรุปของผมเองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่อาจเป็นเรื่องที่รัฐบาลมาเลเซียเองก็ไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด เรื่องใหญ่ขนาดนี้ต้องมีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐ เพราะนอกจากรัฐบาลสหรัฐน่าจะมีเครือข่ายอิเล็กทรอนิกส์ครอบคลุมพื้นที่ทั้งโลกแล้วเครื่องบินที่หายไปยังผลิตมาจากโรงงานในสหรัฐอีกด้วย
ผมเชื่อของผมว่า สหรัฐทราบว่าเอ็มเอช 370 อยู่ที่ไหน เพียงแต่ไม่ยอมพูดเท่านั้น
แต่พอได้ยินข่าวเอ็มเอช 17 ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้ายูเครนตะวันออกเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และเห็นภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนายนาจิบในโทรทัศน์ ผมก็นึกถึงคำพูดของเพื่อนชาวมาเลย์ขึ้นมาอีกครั้ง
นึกย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่าเขาคงไม่ได้พูดเล่น เขาคงรู้สึกอึดอัดกับผู้นำและรัฐบาลของเขาจริงๆ เหมือนที่ก่อนรัฐประหาร คนไทยจำนวนมากทนผู้นำและรัฐบาลของเราเองไม่ไหว ต้องออกมาเดินขบวนขับไล่
อาจจะมีคนอยากแย้งว่า มาเลเซียเป็นประเทศประชาธิปไตย รัฐบาลและผู้นำมาจากการเลือกตั้ง มีเหตุผลอะไรที่เพื่อนผมจะไม่ยอมรับ
ผมเชื่อว่าคำตอบของเขาคือ เขาไม่ได้เป็นคนเลือก และที่พรรคอัมโนชนะเลือกตั้งก็ไม่ได้เป็นเพราะความนิยมอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีฐานการจัดตั้งที่เข้มแข็งกว่า และมีการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ตนเองในการเลือกตั้ง
ใครที่ศึกษาประวัติของนายนาจิบจะทราบว่า เขาไม่ต่างอะไรจากผู้นำสิงคโปร์หรืออดีตผู้นำหญิงของเรา กล่าวคือ มาจากตระกูลการเมืองที่ตำแหน่งผู้นำกลายเป็นมรดกตกทอด ไม่ได้ดิ้นรนต่อสู้ด้วยตัวเองทั้งหมด หากแต่มีบันไดเลื่อนนำพาขึ้นมาสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง
นายนาจิบ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของมาเลเซีย เป็นลูกของนายอับดุล ราซัค นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 และเป็นหลานของนายฮุซเซน ออน นายกรัฐมนตรีคนที่ 3 เขาได้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรีในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยตั้งแต่มีอายุเพียง 25 ปี หนุ่มที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของมาเลเซีย และได้เป็นรัฐมนตรีว่าการเต็มตัวเมื่อมีอายุเพียง 32 ปี
หลังจากนั้นก็วนเวียนเป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง จนได้ขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีในสมัยของนายกรัฐมนตรี อับดุลลา บาดาวี
เขาก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาก่อการกบฏภายในพรรค และบีบให้นายบาดาวีลาออก หลังจากพรรคอัมโนสูญเสียที่นั่งในสภาจำนวนหนึ่งให้กับพรรคฝ่ายค้านของนายอันวาร์ อิบราฮิม
แต่ชัยชนะที่ได้มาในลักษณะนี้ทำให้เกิดรอยร้าวลึกภายในพรรคอัมโน ทำให้ไม่ว่านายนาจิบจะตัดสินใจทำอะไร จะมีเสียงตำหนิติเตียนจากภายในพรรคเดียวกันว่ามากไปบ้าง หรือน้อยไปบ้าง เป็นต้น
แน่นอนว่าเป็นเรื่องค่อนข้างปกติธรรมดาสำหรับผู้นำใหม่ที่จะต้องมีคนกังขาในเรื่องความสามารถ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผู้นำใหม่สามารถสั่งสมอำนาจบารมีของตัวเองได้หรือไม่
บางครั้งมีวิกฤตเกิดขึ้นเสียก่อน บางคนก็สามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส บางคนก็ตกม้าตาย
กรณีเครื่องบิน 2 ลำของมาเลเซียอาจจะต่างจากเรื่องจำนำข้าวของไทยในประเด็นที่ของเขาไม่ฉาวโฉ่เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น แต่ที่คล้ายกันคือเป็นเรื่องที่ท้าทายภาวะความเป็นผู้นำ
ผลที่ออกมาคือล้มเหลวด้วยกันทั้งคู่
ทั้งเรื่องเอ็มเอช 370 และเอ็มเอช 17 ต่างเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกด้วยกันทั้งสองเรื่อง ยิ่งเมื่อเกิดกับสายการบินเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็ยิ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ามีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่ และมีเงื่อนงำอะไรซ่อนเร้นอยู่บ้าง
ผมไม่แน่ใจว่านายนาจิบกับรัฐบาลมาเลเซียจะสามารถให้ความกระจ่างกับสังคมโลกได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจให้ชาวมาเลย์และครอบครัวของผู้สูญเสียทุกคนเห็นว่าได้กระทำและจะกระทำทุกอย่างจนสุดความสามารถในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเยียวยาผู้เสียหาย
ภาพที่ออกมาไม่เป็นเช่นนั้น ข่าวสารต่างๆ มีบ้าง ไม่มีบ้าง และทำให้เกิดความสับสนมากกว่าความกระจ่าง จนคนทั่วไปรู้สึกว่ารัฐบาลมาเลเซียควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ และตัวนายนาจิบเองดูหมดสภาพ แทบจะไม่มีสง่าราศีของความเป็นผู้นำประเทศหลงเหลืออยู่
หากผมเป็นนายนาจิบ สิ่งแรกที่ต้องทำคือยอมรับความจริงว่า ตราบใดที่ยังไม่พบซากเครื่องบินเอ็มเอช 370 ก็ไม่มีทางที่รัฐบาลมาเลเซียจะสามารถให้คำตอบที่สังคมโลกพอใจ รวมทั้งไม่มีทางห้ามไม่ให้คนโยงเรื่องเอ็มเอช 17 เข้ากับเรื่องเอ็มเอช 370
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทางออกที่น่าจะดีที่สุดคือการตั้งคณะกรรมการคนกลางขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยอาจเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาร่วมด้วย และให้มีตัวแทนของครอบครัวผู้สูญเสียมานั่งในคณะกรรมการและเป็นผู้สังเกตการณ์
คณะกรรมการชุดนี้ควรมีอำนาจเต็ม สามารถเรียกดูเอกสารทุกชิ้นในความครอบครองของภาครัฐ และสามารถเชิญเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนมาให้ปากคำ รวมทั้งตัวนายนาจิบด้วย
แน่นอนว่าการกระทำเช่นนี้มีความเสี่ยง แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่น่าจะยอมรับได้ เพราะอย่างน้อยก็จะช่วยลดแรงกดดันที่มีต่อตัวนายนาจิบเอง และผ่องถ่ายคำถามที่ตอบยากไปให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ
ขืนปล่อยสถานการณ์ให้เป็นไปตามยถากรรมเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นอกจากครอบครัวผู้สูญเสียจะไม่พอใจ ประชาชนมาเลเซียจะอึดอัด และตัวนายนาจิบเองสูญเสียภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำแล้ว อีกไม่นาน สายการบินมาเลเซียอาจล้มละลายได้
ลองนึกภาพดูก็ได้ว่าจะยังเหลือใครอีกกี่คนในโลก ที่ยินดีเดินทางไปกับสายการบินมาเลเซีย







