
ตั้ง“จักรทิพย์”จัดทีมล่า “พ.อ.อภิวันท์”
รอง ผบ.ตร. ย้ำ “ทหาร-ตำรวจ” รักกันดี ตั้ง “จักรทิพย์”จัดทีมล่า “พ.อ.อภิวันท์”สั่ง ปอท.ติดตาม"จารุพงศ์"
รอง ผบ.ตร. ย้ำ “ทหาร-ตำรวจ” รักกันดี ตั้ง “จักรทิพย์”จัดทีมล่า “พ.อ.อภิวันท์” สั่ง ปอท.ติดตาม"จารุพงศ์"
วันที่ 31 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้ช่วย ผบ.ตร. รรท. ผบช.น. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.ศ.ช่วยราชการ บช.น. ดูแลงานความมั่นคง พร้อม รอง ผบช.น. ผบก. และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมความมั่นคงในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
จากนั้น พล.ต.อ.สมยศ แถลงว่า บช.น. และฝ่ายทหารได้ประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางในการปฏิบัติต่อเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในภายหน้า โดยผู้ต่อต้านที่แสดงสัญลักษณ์ใดๆขณะนี้ก็ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากประชาชนคงเข้าใจและเห็นด้วยกับการทำงานของ คสช. จากการประกาศโรดแมปที่ชัดเจน และนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ได้เน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติกับกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้เห็นต่างโดยใช้วิธีการที่ไม่ใช้กำลัง ไม่ให้สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งหลายสัปดาห์แล้วที่ไม่มีการชุมนุม รวมถึงปรับเปลี่ยนการรับมือสถานการณ์ เช่น ผู้นำใบปลิวต่อต้าน คสช. มาโปรย ในพื้นที่ สน.ทุ่งสองห้อง ได้กำชับ ให้ ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง และฝ่ายสืบสวนของนครบาล ตรวจสอบจับกุมโดยมีการตรวจสอบจากกล้องซีซีทีวีหลายกล้อง ซึ่งตำรวจและทหารจะได้ประสาน กทม. เพื่อตรวจสอบกล้องวงจรปิดว่าจุดใดใช้ได้ จุดใดใช้ไม่ได้ ซึ่งต้องยอมรับว่ามีไม่น้อยที่เสียหาย ไม่สามารถใช้การได้ เนื่องจากการจับคนร้ายต้องพึ่งกล้องซีซีทีวีของ กทม. และของตำรวจเอง รวมถึงกล้องของภาคเอกชน ต้องนำมาใช้ร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพ
พล.ต.อ.สมยศกล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือ ตนมอบหมายให้ พล.ต.ท.จักรทิพย์ รับผิดชอบสืบสวนติดตามตัว พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย (อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ) ในข้อหามาตรา 112 ซึ่ง พล.ต.ท.จักรทิพย์ ก็รับปากจะจัดชุดสืบสวนเพื่อติดตาม พ.อ.อภิวันท์ โดยจากการสืบสวนพบว่าหลบหนีออกไปนอกประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องติดตามตามขั้นตอน และไปสู่กระบวนการส่งมอบเป็นผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญาของประเทศนั้นๆ โดยนอกจากมีความผิดตามมาตรา 112 แล้ว ยังมีความผิดเช่นเดียวกับ นายจักรภพ เพ็ญแข (อดีตแกนนำคนเสื้อแดง) ที่ก่อเหตุหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ เมื่อปี 2552 ซึ่งพนักงานสอบสวน สน.สามเสน จะทำตามขั้นตอนต่อไป
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวต่อว่า อีกส่วนเร่งรัดให้ บก.ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี) ติดตาม นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย) ซึ่งมีการออกแถลงการณ์ต่างๆ เบื้องต้นเรามีข้อหาแล้ว และสามารถดำเนินคดีกับนายจารุพงศ์ได้
“อีกเรื่องคือ ได้ย้ำกับตำรวจทุก สน. ว่าอย่าให้มีเรื่องราว เช่นเดียวกับที่ สน.บางรัก อีก โดย พล.ต.ท.จักรทิพย์ ได้คาดโทษในที่ประชุมว่า หากมีเหตุเช่นเดียวกับ สน.บางรัก เกิดขึ้นอีกจะคาดโทษสถานหนัก และหากเกี่ยวพันถึงเจ้าหน้าที่รายใด จะดำเนินการโดยไม่มีการยกเว้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชุมในวันนี้” พล.ต.อ.สมยศกล่าวและว่า ส่วนเรื่องสุดท้ายนั้น คือ เรื่องทหารและตำรวจไม่สบายใจ เนื่องจากมีกลุ่มคนพยายามสร้างสถานการณ์ปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกระหว่างตำรวจและทหาร มีผู้นำภาพเหตุการณ์ในอดีตและปัจจุบัน มาลงในเว็บไซต์ เฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างกระแสให้เกิดความเกลียดชังกัน ทางหัวหน้า คสช. รวมถึง รรท.ผบ.ตร. และผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งฝ่ายทหาร และตำรวจทราบดี รู้ว่าเหตุผลต้องการอะไร ได้มีการกำชับว่า การทำงานร่วมกันนั้นไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีการกระทบกระทั่ง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่มีผู้ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดมาลง ซึ่งผมขอยืนยันผ่านสื่อว่าทุกท่านเข้าใจว่าตำรวจมีศักดิ์ศรี และปฏิบัติกับทหารบางท่านที่แสดงออกไม่เหมาะสม และให้เกียรติกัน ทหารรักตำรวจ เช่นกันตำรวจก็รักทหาร และไม่อยากให้มีเรื่องราวไม่เหมาะสมนำไปขยายสู่ความแตกแยก เราพร้อมทำงานร่วมกันไม่มีความขัดแย้ง
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า ผู้ใดที่ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างตำรวจและทหารขอให้ยกเลิก ตนเองได้ให้ทาง ปอท. สืบว่าผู้นำเรื่องดังกล่าวในโซเชียลมีเดียเป็นใคร หากมีความผิดทางกฎหมายจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด
ถามว่ากรณี “เสธเจมส์” ได้ดำเนินการอย่างไร พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า ทางทหารได้ส่งให้ทางกองปราบปรามดำเนินการ โดยทางทหารใช้อำนาจควบคุม 7 วัน จากนั้นทหารต้องมาร้องทุกข์กล่าวโทษ หรือหากมีเจ้าทุกข์ มีประชาชนเป็นเจ้าทุกข์มาร้องทุกข์ที่ตำรวจได้ ขณะนี้ทางทหารรับตัวไปแล้ว แต่คดีกองปราบปรามจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ถามว่าคดีของนายจารุพงศ์ มีข้อหาใดบ้าง พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า ข้อหาผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ดูหมิ่นโดยการโฆษณาผ่านสื่อ และละเมิดประกาศคำสั่ง คสช. รวม 3 ข้อหา ส่วนจะหลบหนีประเทศใดนั้นยังไม่แน่ชัด
ถามถึงคดีปาระเบิดที่บรรทัดทอง พล.ต.อ.สมยศ กล่าวว่า กรณีขว้างระเบิดบรรทัดทองและอนุสาวรีย์ชัย เราได้ตัวผู้ต้องหาที่สารภาพว่าผู้ที่เดินทางไปกับนายกฤษฎา (นายกฤษฎา ไชยแค) ไปรับระเบิดกับนายอภิชาติ (นายอภิชาติ หรืออัคคี พวงเพ็ชร ) จากนั้นนายกฤษฎา ไปขว้างที่บรรทัดทองและอนุสาวรีย์ชัย ขว้างเสร็จจากนั้นได้โทรศัพท์รายงานไปที่นายณัฐพรรณ์ หรือแอ็ด (หลุ่มบางล้า) โดยขว้างไปแล้ว 3 ลูก แสดงว่าเชื่อมโยงกัน และเป็นระเบิดชุดเดียวกับที่ตำรวจจับได้ที่ สภ.วังน้อย โดยทราบว่านายกฤษฎา หนีไปต่างประเทศแล้ว
ถามว่า พ.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา มาเยี่ยมเยียนไทย จะมีความสัมพันธ์ที่ดีในการนำคนร้ายที่หลบหนีจับกุมส่งกลับไทยหรือไม่ พล.ต.อ.สมยศกล่าวว่า เป็นเรื่องระหว่างประเทศ แต่ความเห็นส่วนตัวถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าระหว่างไทยกับกัมพูชา น่าจะมีการพูดคุยกันได้ดี ไม่เช่นนั้นคงไม่เดินทางมาไทย







