
คดีทัวร์นกขมิ้นจุดเปลี่ยน"เพื่อไทย"
“คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ได้กลับมาเป็นที่น่าสนใจในทางการเมืองอีกครั้ง
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
“คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) ได้กลับมาเป็นที่น่าสนใจในทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนของ กกต.มีมติแจ้งข้อกล่าวหา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และพวกรวม 9 คน ในข้อหาทุจริตเลือกตั้งจากกรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการเดินทางหาเสียง (ทัวร์นกขมิ้น)
ตามขั้นตอนต่อจากนี้คณะอนุกรรมการสอบสวนจะเรียกยิ่งลักษณ์และผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 8 คนมาชี้แจง ซึ่งบุคคลจำนวน 8 คน ประกอบด้วย ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีต รมว.มหาดไทย ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม สันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมช.ศึกษาธิการ ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย อดีต รมช.คลัง วิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต รมช.มหาดไทย และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร.
จากนั้นเมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนได้รับฟังคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทั้งหมดแล้วจะเป็นหน้าที่ของ กกต.ที่จะต้องมีความเห็นในชั้นสุดท้ายว่าจะให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 9 คนมีความผิดหรือไม่
ถ้า กกต.เห็นว่าไม่มีความผิด เรื่องทุกอย่างก็จบลง แต่หาก กกต.มีมติให้ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดทั้งหมด ก็เป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้กันอีกยาว และอาจเป็นสาเหตุให้อดีตแกนนำรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องสู้คดีถึง 2 ศาล
“ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง” จะเข้ามาทำหน้าที่พิพากษาคดีที่ กกต.เป็นผู้ฟ้องตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2550 ซึ่งผู้กระทำผิดจะมีโทษจำคุก 110 ปี และถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็น 10 ปี ตามมาตรา 137 และ 57 ที่ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง
“ศาลรัฐธรรมนูญ” คดีนี้จะขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้ก็ต่อเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิพากษาว่าการกระทำดังกล่าวของบุคคลทั้ง 9 คนมีความผิด ก่อนที่ กกต.จะนำมาขยายผลเพื่อให้มีการยุบพรรคเพื่อไทยต่อไป
กล่าวคือ กกต.อาจอาศัยสถานะความเป็นกรรมการบริหารพรรคของ “จารุพงศ์ปลอดประสพ” มาเป็นเหตุยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ในข้อหากระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 มาตรา 94 และมาตรา 98
เหมือนกับเมื่อครั้ง กกต.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชนเมื่อปี 2551 ภายหลังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิพากษาให้ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ในฐานะกรรมการบริหารพรรค มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ
“ประพันธ์ นัยโกวิท” อดีตกรรมการ กกต. ด้านบริหารการเลือกตั้ง ให้ความเห็นว่า “การดำเนินการตรวจสอบของ กกต.สามารถดำเนินการตามได้ปกติ แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะถูกยกเลิกไปแล้วก็ตาม เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายเลือกตั้งและกฎหมายพรรคการเมืองยังมีผลบังคับใช้อยู่ เช่นเดียวกับสถานะของศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีอยู่ตามคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ดังนั้นการพิจารณาคดีทั้งสองส่วนยังสามารถกระทำได้ตามปกติทุกประการ แต่ผู้ถูกกล่าวหาจะมีความผิดหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากันในศาลต่อไป”
อย่างไรก็ตาม ผลของคดีนี้ไม่ได้จบลงตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเพื่อไทย หรือศาลฎีกาจะให้ใครมีความผิดทางอาญาเท่านั้น เพราะอีกด้านหนึ่งจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยครั้งใหญ่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
การเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นจะมาจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 กำหนดให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ครอบคลุมใน 10 ประเด็นเพื่อเป็นต้นแบบของการปฏิรูป ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ “กลไกที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทำอันทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด”
การกำหนดในลักษณะดังกล่าวนับว่าสร้างความหวาดผวาให้กับพรรคเพื่อไทยพอสมควร เนื่องจากมีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะนำประเด็นนี้มาใส่ไว้เป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอนาคต ทำนองว่าบุคคลใดที่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะถูกตัดสิทธิการสมัคร สส. สว. รวมทั้งการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
ดังนั้น หากปลายทางของคดีที่ กกต.ดำเนินการอยู่เกิดกรณีที่ศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นเวลา 10 ปี และศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคเพื่อไทย รวมทั้งการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่บัญญัติข้อห้ามข้างต้นเอาไว้ ย่อมเท่ากับว่าเครือข่ายทางการเมืองของครอบครัวชินวัตรทั้งหมด ได้แก่ คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดปัจจุบันจำนวน 19 คน อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน 37 คน และอดีตกรรมการ บริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน จะไม่อาจเข้าสู่ตำแหน่งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติได้
สภาพที่เกิดขึ้นจะเหมือนกับการตัดโอกาสการเข้ามาเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยให้น้อยลงไป หรือถ้าสามารถกลับมาถือเสียงข้างมากในสภาได้ก็จะไม่ใช่เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนในอดีต อำนาจที่เคยมีล้นสภาจะถูกลดทอนลงไปโดยปริยาย
แต่กระนั้น พรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคการเมืองเดียวที่ต้องมาห่วงหน้าพะวงอนาคตจากผลของคดีเลือกตั้ง เพราะยังมีพรรคประชาธิปัตย์อีกพรรคหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเผชิญวิบากกรรมตามรอยพรรคเพื่อไทยด้วย หลังจากมีคดียุบพรรคจากกรณีขัดขวางการเลือกตั้งค้างอยู่ในสารบบของ กกต.เช่นเดียวกัน
ในอนาคตถึงที่สุดแล้วหากพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคต่างต้องมาลงเอยด้วยการถูกยุบพรรคเหมือนกัน โฉมหน้าการเมืองไทยคงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อนอย่างแน่นอน







