
สุขภาพประชาชนต้องมาก่อน (1)
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ประเด็นร่วมจ่าย 30 บาทรักษาทุกโรค ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับ คสช.อย่างสูง กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ต้องออกมาย้ำผ่านหน้าจอทีวีเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า 30 บาทยังมีอยู่ คสช.ไม่เคยออกประกาศให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ประเด็นร่วมจ่าย 30 บาทรักษาทุกโรค ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับ คสช.อย่างสูง กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ต้องออกมาย้ำผ่านหน้าจอทีวีเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า 30 บาทยังมีอยู่ คสช.ไม่เคยออกประกาศให้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น
นับเป็นท่าทีอย่างเป็นทางการครั้งแรกของ คสช.ที่มีต่อประเด็นด้านระบบสาธารณสุข ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อต้องการดับกระแสลุกลามของข่าวสารที่แพร่ในโลกออนไลน์ที่ว่าจะมีการล้ม 30 บาท เพื่อล้างมรดกจากระบอบทักษิณ
ประเด็น 30 บาท เป็นประเด็นอ่อนไหวมาทุกยุคทุกสมัย ช่วงรัฐประหารปี 2549 ก็หวั่นวิตกว่า 30 บาทจะถูกยกเลิก แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ยกเลิก แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงสโลแกนเพื่อหวังลบภาพความทรงจำว่านโยบายนี้เป็นคุณูปการของทักษิณ
ความเคลื่อนไหวในการพยายามสร้างแบรนด์และลบแบรนด์ 30 บาทรักษาทุกโรค ในช่วงเกือบ 10 ปีมานี้ ได้สะท้อนแล้วว่า ไม่ว่าใครขึ้นมามีอำนาจ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะไม่มีวันถูกล้ม ยุบ หรือยกเลิกอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี จากการเปิดหลักฐานรายงานการประชุมเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2557 ระหว่าง พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองหัวหน้า คสช.ฝ่ายสังคมจิตวิทยา กับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็พบว่ามีความพยายามผลักดันให้มีประเด็นร่วมจ่ายขึ้นจริง และเป็นไปในลักษณะหวังมัดมือชกรองหัวหน้า คสช.ฝ่ายสังคมจิตวิทยา จนมีการยกตัวอย่างว่าอาจจะต้องร่วมจ่าย 3050%
เรื่องร้อนๆ มีต้นตอมาจากห้องประชุมแห่งนี้ กระทั่งต่อมากลุ่มเอ็นจีโอด้านสุขภาพได้ออกมาคัดค้านแนวคิดนี้ เมื่อวันที่ 10 ก.ค. และต่อมาก็กลายเป็นกระแสแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ว่ามีความพยายามจะล้ม 30 บาท เพราะเป็นมรดกประชานิยมทักษิณ
เดือดร้อนถึงฝ่าย สธ.ต้องออกมาดับความร้อนแรงด้วยข่าวแจกจากฝ่ายสารนิเทศ ในวันที่ 12 ก.ค. โดยยืนยันจากคำสัมภาษณ์ของ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัด สธ. ว่าไม่มีข้อเสนอเรื่องร่วมจ่ายในการประชุม เมื่อวันที่ 30 พ.ค. และไม่คิดล้มสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นท่าทีออกสื่ออย่างเป็นทางการครั้งแรกของปลัด สธ.ที่พูดถึง สปสช. ซึ่งคนในวงการสาธารณสุขรับรู้อยู่แล้วว่า สธ.และ สปสช.กำลังงัดข้อกันอยู่
อย่างไรก็ตาม ข่าวแจกของท่านปลัด สธ.ไม่สามารถดับกระแสล้มระบบบัตรทองได้ด้วยเหตุผล 2 ประการ
ประการแรก ประเด็นเรื่องนี้ลุกลามไปไกล เร็ว และแรงมาก ไม่ได้อยู่ที่ประเด็นร่วมจ่ายหรือไม่ แต่อยู่ที่อัตราร่วมจ่าย 3050% ที่ออกมาจากปากของ ผบ.ทร.
ความจริงประเด็นร่วมจ่ายไม่ใช่เรื่องใหม่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หลายฝ่ายล้วนพูดถึงเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะทุกคนรู้ดีว่าต้องร่วมจ่าย จะตีความเรื่องร่วมจ่ายแบบไหนเท่านั้น แต่ไม่ใช่จ่าย 3050% ตามที่ ผบ.ทร.พูดแน่ ถ้าให้ประชาชนร่วมจ่ายขนาดนั้น คิดง่ายๆ สมมติว่าผ่าตัดหัวใจ 2 แสนบาท ประชาชนร่วมจ่าย 6 หมื่นถึง 1 แสน แค่คิดก็สยองแล้ว แบบนี้คงไม่ใช่หลักประกันสุขภาพ
คำพูดของ ผบ.ทร.ในที่ประชุมวันนั้นจะมีเจตนาอย่างไรไม่มีใครรู้ได้ ท่านอาจจะพูดในฐานะประธานที่ประชุม เพื่อให้ฝ่ายราชการไปหาวิธีการ หรือไปช่วยกันคิดว่าจะมีการร่วมจ่ายกันแค่ไหนอย่างไรก็เป็นไปได้ แต่ที่แน่ๆ ต้องไม่ลืมว่า หัวใจของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ การคุ้มครองประชาชนไม่ให้ต้องล้มละลายจากการเจ็บป่วย และไม่ใช่แค่คุ้มครองอย่างเดียว เมื่อเจ็บป่วยแล้วยังต้องได้รับการรักษาโดยที่ต้องไม่รอคิวรักษาจนตายไปก่อน
นี่ต่างหากคือหัวใจของหลักประกันสุขภาพ เพียงแต่คนที่รู้ไม่พยายามอธิบาย โดยเฉพาะคนในที่ประชุมวันนั้นอย่างปลัดณรงค์ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. และอธิบดีทั้งหลายที่รับรู้นโยบายเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เพราะข้าราชการเหล่านี้อาจจะหงอ ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับฝ่ายกองทัพ
คนที่ควรถูกตำหนิ หนีไม่พ้นเลขาธิการ สปสช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการ หน่วยงานเจ้าของเรื่องบัตรทอง และอยู่ในที่ประชุมด้วย ควรได้อธิบายต่อรองหัวหน้า คสช. ว่านโยบายที่ถูกต้องสำหรับการร่วมจ่ายคืออัตราใด และควรดำเนินการอย่างไร ซึ่งเป็นการอธิบายเพื่อทำหน้าที่แทนประชาชนจำนวนมากที่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้
ฉะนั้น หากปลัด สธ.อ้างว่า มีการเล่นการเมืองในเรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่การเล่นการเมืองของกลุ่มแพทย์ชนบท และภาคประชาชน แต่เป็นเกมการเมืองของฝั่ง สธ.ที่งัดข้ออยู่กับ สปสช. ซึ่ง สปสช.ก็พร้อมเล่นการเมืองตอบเพื่อปกป้องสถานะตัวเอง แต่ก็ให้น้ำหนักมากกว่าจะยืดอกปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนที่ควรได้รับ
หากผู้บริหาร สปสช.จะปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ ก็คงต้องอธิบายได้เป็นฉากๆ ว่า นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งเป็นคนจนได้ประโยชน์อย่างไร ภาระงบประมาณที่จำเป็นต้องเพิ่มค่ารายหัวมีความจำเป็นอย่างไร ควรต้องเร่งผลักดันสุขภาพมาตรฐานเดียวหรือไม่ จะพิจารณาการร่วมจ่ายที่เหมาะสมอย่างไร ฯลฯ
หากไม่มีคำตอบที่กระจ่างในเรื่องนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ที่จะถูกตั้งคำถาม หรือทำให้บางฝ่ายใช้ช่วงจังหวะนี้จ้องล้ม 30 บาท หรือผลักดันการร่วมจ่ายด้วยตัวเลขเท่านั้นเท่านี้
ดังนั้น หากจะสานต่อรากฐานที่ชาญฉลาดของคุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ต่อไป สปสช. ก็ต้องขับเคลื่อนในเชิงรุก เพราะเป็นหน้าที่ และเป็นเจ้าของหลักประกันสุขภาพซึ่งเป็นจุดแข็งที่ สธ.ไม่มี และต้องทำให้ปลอดการเมือง
การดับร้อนของหัวหน้า คสช. ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ เมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ด้วยคำยืนยันว่า 30 บาทยังอยู่ จึงสะท้อนว่ามีการเล่นการเมืองในองค์กรด้านสุขภาพจริง
...แต่ต้องไม่ใช่เอาประชาชนเป็นตัวประกัน







