posttoday
คสช.ต้องใจแข็งแก้สินค้าเกษตรราคาตก

คสช.ต้องใจแข็งแก้สินค้าเกษตรราคาตก

30 กรกฎาคม 2557

หากจับสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ทุกสำนักฟันธงว่าจะขยายตัวได้ 23%

โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ

หากจับสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ทุกสำนักฟันธงว่าจะขยายตัวได้ 23% เนื่องจากการส่งออกเริ่มฟื้นตัวน่าจะทำได้ตามเป้า 3.5% แต่ยังมีปัจจัยที่น่าห่วงคือ สินค้าเกษตรตัวหลักทั้งข้าว ยาง ปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มราคาลดลง กระทบต่อรายได้เกษตรกรที่ปลูกพืชทั้ง 3 ชนิด ที่อาจฉุดดัชนีภาคเกษตรไว้

ทั้งนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะเลิกโครงการรับจำนำและประกันรายได้ จึงกลายเป็นโจทย์ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ว่าอาจจะมีเกษตรกร ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เดือดร้อน เพราะไม่มีโครงการของรัฐมารองรับเหมือนที่เคยทำมาเป็น 10 ปี

ด้านศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. ชี้ถึงสาเหตุที่ราคาข้าวเปลือกครึ่งปีหลังลดลงต่อเนื่อง เพราะสต๊อกข้าวที่สูงถึง 20 ล้านตันจากโครงการรับจำนำ จนกดดันราคาข้าวเปลือกนาปีที่จะออกมาตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ โดยคาดว่าข้าวเปลือกเจ้า 5% ที่ความชื้น 15% จะยังขายได้ 8,000 บาท/ตัน แต่ข้าวส่วนใหญ่ที่มีความชื้นมากกว่า 20% ราคาจะอยู่ราวตันละ 6,0007,000 บาทเท่านั้น ส่วนข้าวหอมมะลิ สินค้าเกรดพรีเมียมนั้น ยังได้ราคาดีที่ตันละ 1.41.5 หมื่นบาท

ขณะที่ราคายางและปาล์มน้ำมัน แนวโน้มราคาลดลงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก จนคาดว่าสถานการณ์เศรษฐกิจเกษตรไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มจะขยายตัว 2.9%

ขณะที่มาตรการที่ คสช.ออกมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ การชดเชยปัจจัยการผลิตที่ไม่มีการระบุเป็นตัวเลขที่ชัดเจน แต่ใช้วิธีการเจรจาบริษัทขายปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ให้ช่วยลดราคา ที่เชื่อว่าจะมีคนได้ประโยชน์ไม่ทั่วถึง

ส่วนการผลักดันความช่วยเหลือผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ให้ปล่อยสินเชื่อในโครงการต่างๆ เช่น โครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการผลิตแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี 3.57 ล้านราย ลงอีก 3% ต่อปี รายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท ที่ล่าสุดมีคนเข้าโครงการร่วม 2 ล้านราย แต่ยังติดเงื่อนไขไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้ครบถ้วนก่อน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสินเชื่อให้กลุ่มสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรไปรับซื้อผลผลิตข้าวเปลือกเพื่อจำหน่าย และนำไปแปรรูป รวม 2 หมื่นล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ที่ให้เกษตรกรกู้ไปใช้จ่ายในครัวเรือนและชำระหนี้สินได้ โดยใช้ข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกเหนียวเป็นหลักประกัน ให้กู้รายละไม่เกิน 3 แสนบาท ไม่เสียดอกเบี้ย หรือโครงการสินเชื่อเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามห่วงโซ่อุปทาน วงเงิน 6.5 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในพืชเศรษฐกิจ 9 ชนิด

อย่างไรก็ตาม การให้ ธ.ก.ส.ปล่อยสินเชื่อเพียงแห่งเดียวอาจไม่พอกับความต้องการของเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน ทำให้กลุ่มนี้ยังสุ่มเสี่ยงมากที่จะเข้าสู่วงจรอุบาทว์ของหนี้นอกระบบ

และถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายการบริหารงานของ คสช. และว่าที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ท่ามกลางความเปราะบางของภาคเกษตร

เพราะแม้ คสช.จะมีนโยบายต้องการให้เกษตรกรหลุดพ้นประชานิยม แล้วลุกขึ้นมาปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อลดต้นทุน สร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเดินถูกทางที่สุดแล้ว แต่ระหว่างการหักดิบเพื่อให้เกษตรกรไทยเลิกเสพติดประชานิยม เชื่อว่าจะต้องมีการออกมาตรการเฉพาะมาเยียวยาคนที่ได้รับผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่มจริงๆ

และแม้จะไม่ให้มีโครงการรับจำนำหรือประกันรายได้อีก แต่เมื่อถึงจุดราคาข้าวตกต่ำเกินไป กระทรวงพาณิชย์หรือรัฐอาจต้องใช้เครือข่าย ธ.ก.ส.มาตั้งจุดรับซื้อข้าวในพื้นที่ที่ห่างไกล เพื่อพยุงราคาข้าวช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยจริงๆ ขณะเดียวกันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ต้องลงพื้นที่ช่วยเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต และลดพื้นที่ปลูกที่มากเกินความต้องการทั้งข้าวและยาง

แต่หากสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรลดลงอย่างรุนแรงจนเกษตรกรกล้าออกมาชุมนุมประท้วง ก็ต้องมาลุ้นว่า ครม.ชุดใหม่จะตัดสินใจงัดไม้ตายอะไรออกมา เพราะท่าทีของที่ปรึกษา คสช.บางคนยังเห็นว่าการทำประกันรายได้แบบจำกัดความช่วยเหลือมุ่งไปที่รายย่อย จะไม่เป็นภาระทางการคลังมากเกินไป แต่สามารถช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนได้จริง

ของแบบนี้ต้องรอดู เพราะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายภาคส่วนที่จะออกมาขับเคลื่อน แต่นาทีนี้ต้องถือหางให้ คสช.ต้องใจแข็งๆ ดันแนวคิดเรื่องลดต้นทุนการผลิตเป็นวาระแห่งชาติต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท