
เบาๆ กับคดีลิขสิทธิ์
เมื่อวันก่อนผู้เขียนได้เห็น Spot ฟื้นฟูความเชื่อมั่นประเทศไทยใน CNBC ซึ่งดีมากและมีหลายคนเห็นว่าควรมาเผยแพร่ในฟรีทีวีของไทย หรือทีวีดิจิทัลต่างๆ ก็ได้ คนไทยเองจะได้เห็นว่าต่างชาติเขาก็ยังเชื่อมั่นประเทศไทย แต่ปฏิกิริยาแรกที่ได้รับจากผู้ทำคือต้องขออนุญาตจาก CNBC ก่อน เพราะเป็นลิขสิทธิ์ของ CNBC ทั้งที่ผู้จัดทำได้รับการจ้างจากหน่วยงานในประเทศและเสียค่าใช้จ่ายให้ CNBC ในการออก Spot นี้ ทำให้ผู้เขียนต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ถ้าไม่มีสัญญาเป็นอย่างอื่น ผู้จ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้นถ้าจะขออนุญาตและไม่มีสัญญาจากผู้จ้างยกลิขสิทธิ์ให้ CNBC ซึ่งไม่ควรจะมี ผู้ว่าจ้างจะต้องเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ การขออนุญาตจึงต้องขอจากผู้ว่าจ้าง ซึ่งที่จริงก็ได้เขียนเรื่องนี้ไปหลายหนแล้ว แต่ก็อาจจะมีผู้ไม่ได้ติดตามคอลัมน์ของผู้เขียนเป็นประจำ หรือผู้ที่ไม่สนใจ จึงอาจไม่ทราบ ก็เลยเขียนอีก และถือโอกาสนำคดีลิขสิทธิ์มาเล่าสู่กันฟังอีกสักเรื่อง เพราะหลักๆ นั้นกฎหมายที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์อาจจะดูไม่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วมีส่วนปลีกย่อยค่อนข้างมากที่ทำให้มีความซับซ้อน เกิดแง่มุมข้อโต้เถียงทางกฎหมายหลายประการ
เมื่อวันก่อนผู้เขียนได้เห็น Spot ฟื้นฟูความเชื่อมั่นประเทศไทยใน CNBC ซึ่งดีมากและมีหลายคนเห็นว่าควรมาเผยแพร่ในฟรีทีวีของไทย หรือทีวีดิจิทัลต่างๆ ก็ได้ คนไทยเองจะได้เห็นว่าต่างชาติเขาก็ยังเชื่อมั่นประเทศไทย แต่ปฏิกิริยาแรกที่ได้รับจากผู้ทำคือต้องขออนุญาตจาก CNBC ก่อน เพราะเป็นลิขสิทธิ์ของ CNBC ทั้งที่ผู้จัดทำได้รับการจ้างจากหน่วยงานในประเทศและเสียค่าใช้จ่ายให้ CNBC ในการออก Spot นี้ ทำให้ผู้เขียนต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่า ถ้าไม่มีสัญญาเป็นอย่างอื่น ผู้จ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ดังนั้นถ้าจะขออนุญาตและไม่มีสัญญาจากผู้จ้างยกลิขสิทธิ์ให้ CNBC ซึ่งไม่ควรจะมี ผู้ว่าจ้างจะต้องเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ การขออนุญาตจึงต้องขอจากผู้ว่าจ้าง ซึ่งที่จริงก็ได้เขียนเรื่องนี้ไปหลายหนแล้ว แต่ก็อาจจะมีผู้ไม่ได้ติดตามคอลัมน์ของผู้เขียนเป็นประจำ หรือผู้ที่ไม่สนใจ จึงอาจไม่ทราบ ก็เลยเขียนอีก และถือโอกาสนำคดีลิขสิทธิ์มาเล่าสู่กันฟังอีกสักเรื่อง เพราะหลักๆ นั้นกฎหมายที่เกี่ยวกับลิขสิทธิ์อาจจะดูไม่ซับซ้อน แต่ที่จริงแล้วมีส่วนปลีกย่อยค่อนข้างมากที่ทำให้มีความซับซ้อน เกิดแง่มุมข้อโต้เถียงทางกฎหมายหลายประการ
พอดีเห็นข่าวที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ของสหรัฐเพิ่งตัดสินคดีลิขสิทธิ์ที่พิพาทกันระหว่างกองมรดกของ โคนัน โดล (Conan Doyle Estate) กับ Leslie Klinger จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เพราะน่าจะเข้าใจง่ายขึ้นเมื่อผู้อ่านได้มีโอกาสเห็นคดีตัวอย่าง
โคนัน โดล นั้น เป็นนักแต่งนิยายรุ่นเก่าในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นิยายของโคนันที่โด่งดัง และเป็นที่ชื่นชอบของผู้อ่านเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง เชอร์ล็อก โฮล์มส์ (Sherlock Holmes) ดังนั้นจึงมีผู้ศึกษาเรื่องของ Sherlock Holmes กันมาก และ Leslie Klinger ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น เขาศึกษาบุคลิกลักษณะของตัวละครในหนังสือเรื่อง Sherlock Holmes และเขียนหนังสือบรรยายเกี่ยวกับลักษณะ (Character) ของพระเอกของเรื่องคือ Sherlock Holmes และ Dr.Watson เพื่อนของพระเอก ซึ่งที่จริงแล้วงานของ Leslie Klinger รวมไปถึงการรวบรวมเรื่องของนักเขียนดังๆ มาตีพิมพ์ขายเป็นเล่มๆ ด้วย ส่วน Doyle นั้นเป็นผู้แต่งเรื่อง Sherlock Holmes ซึ่งเป็นนิยายเกี่ยวกับการสืบสวนคดีฆาตกรรม โดยตัวเอกของเรื่องคือ Sherlock Holmes มีบุคลิกแปลกไปจากพระเอกทั่วไป มีความฉลาดเฉลียว ช่างสังเกตรายละเอียดต่างๆ อย่างถี่ยิบ และมีหมอ Watson เป็นเพื่อนและผู้ช่วย หนังสือเรื่องนี้ของเขาจึงเป็นที่นิยมมาก แม้จนถึงขณะนี้ก็ยังมีผู้อ่าน และมีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ รวมถึงภาพยนตร์โทรทัศน์ด้วย ท่านผู้อ่านหลายท่านน่าจะรู้จักเรื่องของ Sherlock Holmes เป็นอย่างดี และถึงแม้ Doyle จะถึงแก่กรรมไปแล้ว แต่ก็ยังมีบริษัท หรือมีกองมรดกที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ ซึ่งการที่ต้องมีผู้ดูแลกองมรดกก็คงเป็นเพราะหนึ่งในงานที่ต้องทำ ก็คือ ตามเก็บหรือฟ้องเรื่องลิขสิทธิ์นั่นเอง เนื่องจาก Doyle เขียนและพิมพ์หนังสือเรื่อง Sherlock Holmes รวมทั้งหมด 60 เรื่อง ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่มี 10 เรื่องล่าสุดที่พิมพ์ในช่วงปี ค.ศ. 1923-1927
เรื่องของเรื่องจึงเกิดขึ้นเมื่อ Klinger เสนอจะรวบรวมงานของ Sherlock Holmes มาพิมพ์เป็นเล่ม กองมรดกของ Doyle ก็เลยขู่จะฟ้อง ทำให้บริษัทที่จะรับพิมพ์และจำหน่ายคือ Pegasus Books และ W.W.Norton & Company ยังไม่ยอมรับดำเนินการแต่ให้ Klinger ไปดำเนินการด้านลิขสิทธิ์ให้ได้ใบอนุญาตมาก่อน ที่จริงกองมรดกของ Doyle เคยฟ้องเรื่องลิขสิทธิ์ของ Holmes มาแล้วในสมัยที่ Klinger “coedit” งานวรรณกรรมของ Sherlock Holmes ชื่อ “A Study in Sherlock: Stories Inspired by the Sherlock Holmes Conan” แล้วให้ Random House จัดพิมพ์ในปี ค.ศ. 2011 ซึ่ง Random House ได้จ่ายค่าลิขสิทธิ์แก่กองมรดกของ Sherlock Holmes ไป 5,000 เหรียญสหรัฐ และจัดพิมพ์หนังสือในปี ค.ศ. 2012
แต่คราวนี้เมื่อสำนักพิมพ์ปฏิเสธที่จะพิมพ์ให้ Klinger โดยให้เขาไปจัดการเรื่องใบอนุญาตลิขสิทธิ์ก่อน แต่ Klinger แทนที่จะไปขออนุญาตกลับไปฟ้องกองมรดกของ Doyle ด้วยเหตุผลที่ว่าลิขสิทธิ์หมดอายุ และเข้ามาอยู่ในสาธารณะแล้ว ทั้งนี้ความยุ่งยากในตัวกฎหมายเกิดขึ้นเมื่อกฎหมายลิขสิทธิ์ของสหรัฐ ปี ค.ศ. 1998 มีบทบัญญัติให้ขยายการคุ้มครองลิขสิทธิ์ได้โดยมีเงื่อนไข ถ้าเข้าตามเงื่อนไขนวนิยาย 10 เรื่องหลังของ Conan Doyle จะได้รับการขยายการคุ้มครองลิขสิทธิ์ไปถึงช่วงปี ค.ศ. 2018-2022 ขึ้นกับช่วงเวลาการพิมพ์ และนำออกสู่สาธารณะ หรือเท่ากับ 95 ปี นับจากวันดังกล่าว
คราวนี้กองมรดกของ Doyle ก็คงตะลึงงันเหมือนกัน จึงไม่ได้ไปแก้ข้อกล่าวหาในศาล และทำให้มีการพิจารณาคดี และแพ้คดีไปในที่สุด จนคดีไปถึงศาลอุทธรณ์ภาค 7 คราวนี้กองมรดกแย้งไป 2 ประเด็น คือ คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 และลิขสิทธิ์นวนิยายของ Doyle 10 เรื่องหลัง ยังเข้าเงื่อนไขของกฎหมายจึงควรได้รับการคุ้มครอง ทั้งนี้เขาให้เหตุผลว่า บุคลิกของพระเอกและผู้ช่วยได้มีการพัฒนาไป คือเป็น “Round Character” (ซับซ้อน) จนถึงเรื่องสุดท้ายของเรื่องที่ 10 ไม่ใช่ “Flat Character” (เช่น บุคลิก นิสัยใจคอของ Harry Potter ก็ถึงได้ว่า ซับซ้อนเป็น Round Character) อย่างไรก็ตามศาลไม่เห็นด้วยที่จะนำการพัฒนาบุคลิกของตัวละครในเรื่องซึ่งก็ดูซับซ้อนมาตั้งแต่ต้นว่าเข้าเงื่อนไขที่จะขยายอายุการคุ้มครองได้ และเห็นว่าเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาเรื่องนี้ จึงสรุปว่า อีก 10 เรื่องหลังของ Conan Doyle หมดอายุการคุ้มครองแล้ว Klinger จึงชนะคดีนี้







