
จับตาศก.โลกสิ้นฤทธิ์คิวอีวิกฤตการเมืองแรงจ่อพ่นพิษ
เหนือความคาดหมายค่อนข้างมากทีเดียวสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เหนือความคาดหมายค่อนข้างมากทีเดียวสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลกในห้วงเวลานี้
เพราะแม้จะมีเหตุขัดแย้งรุนแรงในหลายพื้นที่ต่างภูมิภาคของโลก จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนใดๆ เลย กระนั้น นักวิเคราะห์ทุกสำนักกลับยังเห็นนักลงทุนตบเท้าเข้ามาลงทุนในตลาดกันอย่างคึกคัก กระทั่งอาจทำให้ใครหลายคนเข้าใจไปว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวอยู่ในช่วง ขาขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความเป็นไปข้างต้นกลับทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์รีบออกโรงเตือนทันทีว่าอย่ามัวหลงระเริงกับภาพลวงตาที่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด
พร้อมกันนี้ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ยังให้ เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาชัดเจนว่า สาเหตุ ที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ระอุดุเดือดในหลายประเทศ เนื่องจากอานิสงส์แรง อัดฉีดของนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของบรรดาธนาคารกลางของชาติมหาอำนาจ ทั้งหลาย เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี)
ทั้งนี้ หากมีโอกาสติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวในตลาดมาอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 (เอสแอนด์พี 500) ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ และดัชนีแนสแด็ก มีรายงานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ชวนให้นักลงทุนตื่นเต้น ขณะที่ดัชนีเอ็มเอสซีไอ ของ 45 ประเทศเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น ก็ได้แรงดันจากแนวโน้มฟื้นตัวเศรษฐกิจจีนจนปรับตัวอยู่ในแดนบวกอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด การซื้อขายในตลาดเมื่อวันที่ 29 ก.ค. ดัชนีนิกเกอิ 225 ญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.6% มาอยู่ที่ 15,618.07 จุด ดัชน คอสปิ เกาหลีใต้ ปิดตลาดในระดับสูงสุด นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2011 ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.6% มาอยู่ที่ 2,061.97 จุด โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ของรัฐมนตรีคลังคนใหม่ ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง เพิ่มขึ้น 0.7% มาอยู่ที่ 24,592.52 จุด และดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิตเพิ่มขึ้น 0.2% มาอยู่ที่ 2,183.19 จุด
เรียกได้ว่า หากมองการซื้อขายในตลาดแต่เพียงอย่างเดียว ย่อมทำให้นักลงทุนหลายคนสรุปความไปกันเองว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้ฟื้นแล้ว
ราช ฮินโดชากรรมการผู้อำนวยการบริษัท วิจัยดอยช์ แบงก์ ในกรุงลอนดอน ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนให้เห็นความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนของนักลงทุน คือเข้าใจว่าเศรษฐกิจดีแล้ว ฟื้นแล้ว ทั้งๆ ที่ความเป็นจริง เพราะผลพวงของดอกเบี้ยราคาถูก สภาพคล่องสูง ทำให้นักลงทุนขนเงินไปลงทุนในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมถึงนำไปทำกำไรด้วยการเก็งกำไรในตลาดต่างๆ อย่างคึกคัก โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้คือภาพลวงตา ที่น่ากลัว
ความเห็นของราช สอดคล้องกับนักวิเคราะห์อีกหลายสำนัก ซึ่งอธิบายตรงกันว่า เหตุที่วิกฤตการเมืองในหลายพื้นที่ ไล่เรียงตั้งแต่ความขัดแย้งในซีเรีย ลิเบีย กาซา จนถึงอิรัก เสริมด้วยความตึงเครียดจากท่าทีแข็งกร้าวของจีนในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่พิพาททะเลจีนใต้ และทะเลจีนตะวันออก จนเกือบจะเปิดศึกกับเพื่อนบ้านแวดล้อม และปิดท้ายด้วยความดุเดือดใน ยูเครนหลังแคว้นไครเมียของยูเครนประกาศแยกตัวเพื่อผนวกกับรัสเซีย ไม่ส่งผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจมากเท่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันไว้ เพราะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางที่ทำให้เกิดสภาพคล่องมหาศาลขึ้นในระบบ
ดังนั้น ผลจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ส่งผลให้นักลงทุนประเมินความเสี่ยงจากวิกฤตการเมืองต่ำกว่าความเป็นจริง จนกระทั่งเลือกที่จะมองข้ามไม่ใส่ใจต่อวิกฤตที่เกิดขึ้น
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ บรรดาสารพัดมาตรการกระตุ้นของธนาคารกลางทำให้นักลงทุนมองข้ามความเสี่ยงของวิกฤตการเมืองในประเทศต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงเพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกตกอยู่ในสภาพอึมครึมไม่น่าลงทุน หรืออาจถึงขั้นหยุดชะงัก
ยกตัวอย่างเช่น กรณีสหรัฐและอียูจับมือคว่ำบาตรรัสเซียจนเศรษฐกิจรัสเซีย หรือกระทั่งยุโรปเองเริ่มชะลอตัวจนน่ากลัว หรือกรณีประท้วงรุนแรงในเวียดนามทำให้บริษัทสัญชาติจีนต้องปิดโรงงาน หรือกรณีกระแสแบนสินค้าญี่ปุ่นในจีนเพราะไม่พอใจต่อท่าทีการแสดงกรรมสิทธิ์เหนือเกาะเซนกากุ หรือเกาะเตียวหยูของรัฐบาลซามูไร
ต้องไม่ลืมว่า เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์ทางการเมืองไม่สงบหรือมีเหตุวุ่นวาย นักลงทุนส่วนใหญ่ย่อมไม่อยากลงทุนเพราะขาดความเชื่อมั่น อีกทั้งยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากน้อยแค่ไหนคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่รวมถึงราช เตือนว่าในช่วงเวลาไม่ถึง 6 เดือนไปจนถึงสิ้นปีนี้ นักลงทุนคงต้องระมัดระวังตัวกันให้มากขึ้นเสียแล้ว ซึ่งเป็นที่น่าดีใจว่าผลสำรวจความเห็นของนักลงทุนในตลาดในเดือน ก.ค. ของแบงก์ ออฟ อเมริกา พบว่า นักลงทุนเริ่มมองเห็นว่าปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 14% มาอยู่ที่ 28%
ทั้งนี้ เหตุผลที่ต้องระวังให้มากขึ้นเป็นเพราะเฟด ภายใต้การนำของเจเน็ต เยลเลน ผู้ว่าการหญิงคนแรก เริ่มส่งสัญญาณที่ชัดเจนจนแทบไม่ต้องคาดเดากันแล้วว่าจะเดินหน้ายุติโครงการอัดฉีดด้วยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลรายเดือนแน่นอน โดยคาดการณ์ว่าหากเดินหน้าลดในปริมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐอย่างต่อเนื่องต่อไป คิวอีในปัจจุบันน่าจะ สิ้นสุดได้ในเดือน ต.ค.นี้
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่น่าจับตามองยิ่งกว่าการเลิกคิวอีก็คือการเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ย หรือปรับอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับปกติ หลังจากที่ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำติดศูนย์มานานต่อเนื่องหลายปี เพราะการยกเลิกครั้งนี้ย่อมหมายความว่า ต้นทุนเงินราคาถูกกำลังจะหมดไป โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอย่างเร็วที่สุดคือภายในต้นปีหน้า หรืออย่างช้าที่สุดน่าจะช่วงไตรมาส 3 ของปี 2015 ขึ้นอยู่กับระดับความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวของสหรัฐ
โอลิเวียร์ บลองคาร์ด ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ระบุว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ หรือความขัดแย้งทางการเมืองกำลังจะมีผลมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางนโยบายคิวอีที่จะค่อยๆ หมดไป ซึ่งน่ากลัวว่าหากไม่เตรียมตัวให้ดี เศรษฐกิจในระดับมหภาคอาจได้รับผลกระทบหนักหน่วงพอสมควร
แม้ว่านักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งจะเชื่อมั่นว่าวิกฤตการเมืองของแต่ละประเทศจะไม่ลุกลาม เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า วิกฤตการเมืองที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาเฉพาะของแต่ละประเทศ ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาให้น้ำหนักมากกว่าก็คือการฟื้นของสหรัฐและญี่ปุ่น กับเสถียรภาพในการปฏิรูปของเศรษฐกิจจีน
แต่กระนั้น แนวโน้มที่ธนาคารกลาง โดยเฉพาะเฟดของสหรัฐ ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก จะตัดขาดจากการ พึ่งพาแผนกระตุ้น ก็บ่งชี้ได้แน่นอนแล้วว่า นับต่อจากนี้นักลงทุนทั่วโลกคงต้องเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนครั้งใหญ่
เพราะเมื่อเศรษฐกิจไร้แรงกระตุ้นพิเศษ ที่ทำให้เกิดสภาพคล่องเทียม วิกฤตการเมืองย่อมส่งผลให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นจนเกิดบรรยากาศเงียบเหงาพาตลาดชะลอตัวลงอีกระลอก จนกระทั่งเศรษฐกิจที่ว่าฟื้น ก็อาจกลายเป็นฟุบระเนระนาดได้ไม่ยาก







