
ราคาน้ำมันกลไกตลาดจะดีได้อย่างไร? (2)
โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยเป็นกึ่งกลไกตลาด แต่หากเป็นกลไกตลาดทั้งหมด จะได้ประโยชน์ใน 4 มิติ
โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยเป็นกึ่งกลไกตลาด แต่หากเป็นกลไกตลาดทั้งหมด จะได้ประโยชน์ใน 4 มิติ
1.ประสิทธิภาพในการผลิต บทความภาค 1 ได้อธิบายที่มาของการอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ สิงคโปร์มีโรงกลั่นที่ต้นทุนผลิตต่ำสุดจึงช่วยผลักดันประสิทธิภาพการผลิตในไทย แต่ควรปรับปรุงโครงสร้างการแข่งขันให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่า ผู้บริโภคได้ราคาที่เป็นธรรม นอกจากนี้ก็ได้ไขความจริงต่อวาทกรรม “ต้นทุนเทียม” และราคาน้ำมันถูกๆ อย่างมาเลเซีย ซึ่งต้องแลกด้วยงบประมาณหรือภาษีที่จำกัดของประเทศ
2.ประสิทธิภาพในการใช้ หากราคาน้ำมันเปลี่ยนแปลงตามกลไกตลาด ซึ่งมีทั้งขึ้นและลง โดยไม่เพิ่มหรือลดกำไรผู้ค้า ผู้บริโภคจะมีความอ่อนไหว และเรียนรู้ที่จะปรับตัวปรับใช้น้ำมัน ถ้าแพงขึ้นมาก็จะหาทางลดการใช้ เช่น อาจแชร์รถกับเพื่อนบ้าน ฝากรับส่งลูกกัน หรือใช้ขนส่งมวลชนมากขึ้น รถบรรทุกจะไม่วิ่งกลับเปล่าๆ หรือบรรทุกไม่เต็มคัน โรงงานอุตสาหกรรมจะลงทุนซื้ออุปกรณ์และปรับกระบวนการผลิตให้ประหยัดพลังงานที่สุด...
เหล่านี้จะทำให้มีการใช้น้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้อย่างประหยัดเท่าที่จำเป็น ลดการนำเข้า ทำให้ทรัพยากรใต้ดินทั้งของไทยและของโลกเก็บไว้ใช้ถึงรุ่นลูกหลานได้นานขึ้น ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขอนามัย และภาวะโลกร้อน โครงสร้างราคาพลังงานที่ใช้กลไกตลาดจึงถือได้ว่าเป็นเศรษฐกิจพอเพียง (ดูข้อ 4 ว่าจะเพียงพอสำหรับคนยากจนได้อย่างไร)
3.ประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจ หากราคาพลังงานถูกกำหนดให้ต่ำกว่าที่เป็นจริงในตลาดโลก ก็จะเกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมาก (energy intensive) โดยใช่เหตุ เป็นภาระต่อระบบเศรษฐกิจที่ต้องจัดงบอุดหนุน
ประเทศไทยเริ่มมีปัญหาในบางภาคส่วน เช่น วงจรอุบาทว์ที่เกิดจากการบิดเบือนราคา LPG ที่ทำให้เกิดการใช้ผิดประเภท โกงเงินอุดหนุน รวมทั้งลักลอบนำของถูกไปขายทำกำไรในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ต้องนำเข้าเพิ่มในราคาแพงและเก็บเงินมาอุดหนุนมากขึ้นอีก
หลังจากที่กระแสปฏิรูปพลังงานได้ก่อตัว ดร.ไสว บุญมา อดีตเศรษฐกรธนาคารโลกได้เขียนท้วงติงไว้ในเดือน ม.ค. 2557 ว่า “ถ้าเป้าหมายคือการใช้ก๊าซและน้ำมันราคาถูก...จะมีปัญหาใหญ่หลวงต่อไป” ท่านเล่าเกี่ยวกับประเทศที่ตั้งราคาน้ำมันให้ถูกที่สุดไว้ดังนี้
“เวเนซุเอลา...(เคย) ส่งออกกาแฟและโกโก้ หลังจากพบน้ำมัน...ค่อยๆ ซบเซาลงด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “โรคดัตช์” (Dutch Disease) ซึ่งเกิดจากรายได้จากการขายน้ำมันบิดเบือนปัจจัยในด้านเศรษฐกิจจนกระทบการผลิตและส่งออก ผลาญน้ำมันไม่อั้น...ไม่ได้ลดต้นทุนในการผลิตสิ่งต่างๆ ลงจนสามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ เศรษฐกิจจึงล้มลุกคลุกคลานมาหลายสิบปี...1 ใน 3 ของชาวเวเนซุเอลาถูกจัดว่ายากจน ข้นแค้นถึงขั้นอดอยาก”
นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันถูกอุดหนุนให้ต่ำไว้ พลังงานหมุนเวียนก็จะพัฒนายาก เพราะแข่งไม่ได้เนื่องจากต้นทุนสูงกว่า
จะเห็นว่าการตรึงราคาดีเซล 3 ปีที่ผ่านมาไม่สามารถป้องกันเงินเฟ้อของค่าครองชีพได้ เพราะยังมีอีกหลายองค์ประกอบ แม้จะช่วยบ้าง แต่คงไม่เท่าผลประโยชน์โดยรวมที่ได้จากการใช้กลไกตลาด เหมือนที่กล่าวกันว่า ทำให้ได้ขนมก้อนโตขึ้น (bigger cake) เพื่อจะมาแบ่งกัน ดีกว่าให้ขนมก้อนเล็ก ซึ่ง คนจนก็พลอยได้ส่วนแบ่งที่น้อยลงไปด้วย
จึงไม่แปลกที่หลายๆ ประเทศในโลก ทั้งที่เจริญแล้วและที่กำลังพัฒนา ใช้นโยบายกลไกตลาดควบกับภาษีที่ค่อนข้างสูง (งานวิจัยขององค์กร GIZ ประเทศเยอรมนี)
4.ประสิทธิภาพในการสร้างความเป็นธรรม อาจฟังดูแปลก แต่เป็นจริงถึง 2 ต่อ!
l ต่อแรก กลไกตลาดลดความเหลื่อมล้ำจากการอุดหนุนราคาพลังงานแบบ “ทุกลิตรทุกคน” (Universal subsidy) เพราะภาษีหรือเงินกองทุนที่เก็บจากประชาชนทั่วไปถูกจัดสรรให้กับผู้ใช้น้ำมันแบบใครใช้มากก็ได้มาก ทำให้คนที่มีรายได้สูงได้ประโยชน์มากกว่าคนจนเพราะใช้น้ำมันมากกว่า ทั้งทางตรงและทางอ้อม
องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) พบว่าจากการ อุดหนุน LPG และดีเซลในประเทศไทย คนจนกลุ่มที่รายได้น้อยที่สุด 20% ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินเหล่านี้เพียง 56% (รายงาน Citizen’s guide to Energy Subsidy in Thailand, IISD 2013)
การอุดหนุนแบบนี้จึงขัดกับหลักความเป็นธรรม ใช้งบประมาณช่วยคนรวยแล้วยังส่งเสริมให้ใช้อย่างไม่ประหยัด สิ้นเปลืองงบประมาณอุดหนุนมากเข้าไปอีก ถ้าน้ำมันราคาถูกลง คนขึ้นรถเมล์คงเดินทางเท่าๆ เดิม แต่คนมีรถยนต์คงจะไปไหนมาไหนมากขึ้น
l ต่อที่สอง นำเงินที่ได้จากการเลิกการอุดหนุนแบบ “ทุกคนทุกลิตร” มาใช้สร้างความเป็นธรรม
(1) จ่ายเป็นเงินอุดหนุนโดยตรงให้เฉพาะกลุ่มคนจน ทำนองเดียวกับไฟฟ้าฟรีสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไม่เกิน 50 หรือ 90 หน่วย
(2) จัดสวัสดิการและสร้างโอกาสเพิ่มเติมให้ผู้มีรายได้น้อย
(3) ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบรางและขนส่งมวลชนที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง และให้ประชาชนสะดวกสบาย ปลอดภัย สุขอนามัยดีขึ้น
โครงสร้างพื้นฐานเป็นประโยชน์กับทุกๆ คนในหลายมิติ รวมทั้งช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ลองนึกภาพรถโดยสารที่รับส่งผู้คนที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้ใช้แรงงาน พ่อค้าแม่ขาย ไปจนถึงนักธุรกิจผู้บริหาร โฉมหน้าของความเป็นธรรมในสังคมไทยย่อมงดงามขึ้น







