
วงเสวนาหนุนเพิ่มโทษผู้ต้องหาข่มขืน
วงเสวนาหนุนเพิ่มโทษผู้ต้องหาข่มขืน "ปนัดดา"เผยมีคนร่วมชื่อนับแสนให้ คสช.เร่งแก้ปัญหา
วงเสวนาหนุนเพิ่มโทษผู้ต้องหาข่มขืน "ปนัดดา"เผยมีคนร่วมชื่อนับแสนให้ คสช.เร่งแก้ปัญหา
เมื่อวันที่ 29 ก.ค. เวลา 11.00 น. การสัมมนาและแลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง มิติใหม่ของการจัดการเรื่องเหยื่ออาชญากรรม ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพ โดย นางปนัดดา วงศ์ผู้ดี ดารานักแสดง กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหว ไม่ได้มุ่งให้ผู้กระทำผิดในคดีข่มขืนต้องถูกประหารชีวิต ยืนยันว่าไม่เคยมีการสื่อสารข้อความดังกล่าวผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คหรือสื่อมวลชน แต่มุ่งให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะยังเชื่อมั่นในกฎหมายที่มีอยู่ แต่หากจะทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ต้องลงโทษผู้กระทำผิดให้สอดคล้องกับหลักการของกฎหมาย ไม่ใช่เรือนจำแน่น แล้วเร่งอภัยโทษ แต่ควรไปแก้ปัญหาเรื่องเรือนจำ เช่น ผู้ที่กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจะไม่มีการลดหย่อนโทษหรืออภัยโทษ จึงตั้งข้อสังเกตว่า ต่อผู้กระทำผิดที่ข่มขืนแล้วฆ่า เอาผิดอย่างจริงจังได้หรือไม่ เพราะหลายกรณีถูกจำคุกหลายครั้ง ถูกปล่อยตัวยังกระทำความผิดซ้ำซาก ต้องรอให้คนตายอีกหรือ จึงจะหันมาพิจารณาปัญหาจุดนี้
"ไม่ได้เรียกร้องว่าข่มขืนต้องประหาร เพราะยังเชื่อในกฎหมาย แต่ต้องตัดสินและลงโทษอย่างจริงจัง เข้าคุก 8 ปี ยังออกมาทำซ้ำ อย่างกรณีเกมส์ก็เคยกระทำผิดลักษณะดังกล่าวมา 3 ครั้ง ถามว่าต้องร้ายแรงขนาดไหนถึงจะประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต อีกทั้งยังมีการอภัยโทษ กฎหมายต้องคุ้มครองคนหมู่มาก ไม่ใช่เพิ่มโทษแล้วกลัวแพะ ตรงนั้นต้องไปเข้มงวดกับขั้นตอนในการสืบสวนสอบสวน"
หลังจากผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาดังกล่าว มีร่วมลงรายชื่อกว่า 1 แสนราย ซึ่งยังไม่นับรวมชาวต่างชาติและผู้ที่ไม่แนบสำเนาบัตรประชาชน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารและกลั่นกรองประเด็น เพื่อยื่นเรื่องให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) รับเป็นวาระในการแก้ไข
"หลายคนไม่ส่งมาเฉพาะสำเนาบัตรประชาชน แต่ส่งจดหมายมาบอกว่าเคยถูกข่มขืน แต่ทุกวันนี้บางรายครอบครัวยังไม่ทราบ ไม่ได้แจ้งตำรวจ ทนรับความทุกข์ไว้ สะท้อนว่าสังคมเรายังไม่ยอมรับสิทธิในการตัดสินใจกับร่างกายตนเอง ปุ๋มจะสู้ต่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นก็จะมีคนถูกกระทำต่อไป ไม่มีใครที่ถูกข่มขืนแล้วชีวิตเหมือนเดิม อยู่ในชุมชนเดิมไม่ได้ เขาไม่เคยลืม จิตใจยังคงจดจำกับสิ่งนั้น ถามว่ารัฐรับผิดชอบเขาได้หรือไม่ ถ้าจะต่อต้านไม่ให้ประหาร ช่วยดูแลเหยื่อด้วย"
นอกจากนั้นการออกมารณรงค์ในครั้งนี้หวังให้เกิดความร่วมมือกับทุกฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะบทลงโทษผู้ที่กระทำผิด คดีข่มขืนยังเกิดขึ้นรายวัน แต่สังคมกลับไปโทษสื่อยั่วยุ สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการซ้ำเติม ส่งผลให้คนที่ถูกกระทำต้องเจ็บซ้ำสอง เช่น การทำแผนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยังคำถามว่า ถูกสอดใส่หรือไม่ ท่ามกลางสายตาของประชาชนที่มาดูการทำแผน สะท้อนให้เห็นว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีความเข้าใจในเรื่องนี้ และไม่มีการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปทิศทางหนึ่ง ในขณะที่ผู้ถูกกระทำไม่ได้รับการเอาใจใส่
ทั้งนี้นางปนัดดา เปิดเผยว่า ตนได้ร่วมกับพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เพื่อรณรงค์ให้สังคมเห็นความสำคัญของอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับเพศหญิงและผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แต่ตนจะไม่ทำหน้าที่เป็นองค์กรที่แก้ไขปัญหาของสังคมในทุกมิติอย่างแน่นอน เพียงแต่มุ่งแก้ไขประเด็นนี้เท่านั้น ซึ่งเบื้องต้นได้รับความกรุณาจากพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี เข้าเป็นประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ
น.ส.สิตา สัมฤทธิ์ ผู้ประสานงานโครงการวิจัยประจำภูมิภาคเอเชีย กล่าวว่า กรณีอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงบ่อยครั้งในระยะที่ผ่านมา เกิดจากกระบวนทัศน์ที่มองว่าเพศหญิงมีความด้อยกว่า อาทิ เมื่อกระทำชำเราแล้วเสร็จ สามารถฆ่าหรือทิ้งขว้างได้ เหมือนกับของส่วนตัวที่ผู้กระทำผิดจะทำอะไรก็ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนผูกโยงกับมิติด้านเพศสภาวะที่เป็นตัวกำหนดกรอบคิดของสังคม จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยยังไม่ก้าวพ้นกระบวนทัศน์อันล้าหลัง ยกย่องเพศชายเป็นใหญ่ แต่อาชญากรรมที่มีความรุนแรงยิ่งกว่า คือลักษณะการซ้ำเติม เช่น การนินทาลับหลัง เหมือนเป็นการกระทำชำเราผู้ตกเป็นเหยื่อซ้ำซาก รูปแบบพฤติกรรมดังกล่าวไม่สามารถควบคุมด้วยกฎหมาย แต่ต้องเปลี่ยนแปลงจากความคิด การใช้นักจิตวิทยาบำบัดสภาพจิตใจของผู้ถูกกระทำอาจไม่เพียงพอ แต่ควรบำบัดบุคคลแวดล้อมด้วยหรือไม่
"ปกติคนตื่นเต้นกับคนทำ ว่าจะเป็นใคร จะจับกุมได้หรือไม่ แต่กับผู้ถูกกระทำกลับไม่ได้รับการดูและเท่าที่ควร ชดเชยเบื้องต้นและมีนักจิตวิทยาบำบัดอาจไม่พอ เพราะชีวิตของเขาเปลี่ยน ไม่อาจอยู่ในชุมชนได้เหมือนเดิม ควรต้องบำบัดชุมชนด้วยหรือเปล่า จากสถิติที่ศึกษา พบว่า 75% ผู้ถูกข่มขืนจะบอกกับครอบครัวเป็นอันดับแรก ซึ่ง 80% ครอบครัวเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะแจ้งความหรือไม่ มันสะท้อนให้เห็นว่า ทัศนะของคนในสังคมยังไม่กล้ายึดมั่นในสิทธิร่างกายของตน แต่ต้องผ่านการตัดสินใจของครอบครัว ทำให้ปัญหาไม่ถูกสะท้อนออก"
น.ส.ทองพูล บัวศรี (ครูจิ๋ว) ผู้ประสานงานโครงการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า ความรุนแรงที่เกิดกับผู้หญิงและเด็กในสังคมไทยยังไม่ได้รับเหลียวแล กับบุคคลที่ด้อยโอกาสทางสังคมยิ่งทวีความซับซ้อน ยกตัวอย่างกรณีเด็กหญิง 3 คน ที่ถูกล่วงกระทำชำเราโดยพ่อและอาในเขตก่อสร้างแห่งหนึ่ง จนมูลนิธิฯ ต้องเข้าไปนำเด็กออกมา ทุกอย่างมีหลักฐานชัดเจน แต่สุดท้ายในกระบวนการยุติธรรมกลับแพ้คดี เพราะแม่ของเด็กเกลี่ยกล่อมไม่ให้เอาผิดกับพ่อและอา กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่าทัศนะของคนยังมีความคลุมเครือในหลักสิทธิมนุษยชน สุดท้ายกลไกลที่มีอยู่แก้ไขไม่ได้
นอกจากนั้นเจ้าหน้าที่รัฐยังไม่มีความเข้าใจต่อประเด็นเหล่านี้ เช่น การแจ้งความเมื่อเด็กถูกลวงไปกระทำชำเรา แม้ยังไม่มีการกระทำ แต่เด็กถูกล่อลวงไป เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่รับแจ้ง อ้างยังไม่ถูกกระทำ เป็นสิ่งย้ำเตือนว่าขั้นตอนทางกระบวนยุติธรรมของเรายังมีปัญหา ยิ่งเป็นผู้หญิงหรือเด็กที่ไร้สัญชาติ หากเป็นจุดบอดที่ส่งผลให้เกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้น
นายอดิศักดิ์ ภาณุพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันสังคมให้ความสนใจกับอาชญากร แต่ละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำ แม้เบื้องต้นจะมีการชดเชยค่าเสียหาย แต่ไม่มีการเยียวยาในระยะยาว เพราะผู้ถูกกระทำต้องกลับเข้าสู่สังคม ดังนั้นประเทศไทยจึงควรจัดตั้งองค์กร เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อติดตามผู้ถูกกระทำเป็นกรณีพิเศษ เลิกระบบการทำงานแบบแยกส่วน จากนั้นจึงนำบทเรียนที่ได้ไปปรับเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้จะยึดตัวอย่างองค์กรที่ดูแลผู้ได้ถูกกระทำในต่างประเทศ ที่มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษสำหรับเยียวยาผู้ถูกกระทำ ตั้งแต่การบำบัดปรับสภาพจิตใจ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการกลับไปดำเนินชีวิตในสังคมปกติ เพราะหลายกรณีต้องเปลี่ยนที่อยู่อาศัย อาชีพ หรือสังคม นอกจากนั้นกระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับกลไกให้มีประสิทธิภาพเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น กรณีล่าสุดคดีกระทำชำเราและฆ่าเยาวชนอายุ 13 ปี อาจมีการแยกเป็นกรณีพิเศษ ที่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่นเดียวกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เช่น การเพิ่มระยะเวลาในการจำคุก ชดใช้ความผิดที่ได้กระทำ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับวาทกรรม "ข่มขืนต้องประหาร" เพราะบริบทที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนยิ่งกว่านั้น
"ผลักดันไม่ให้มีการอภัยโทษทำได้ยก หากจะทำให้ครอบคลุมทุกกรณี แต่อาจพิจารณาให้แยกเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งมุ่งบทลงโทษอย่างจริงจัง เพราะสามารถอาศัยความร่วมมือระหว่างศาลและอธิบดีกรมราชทันในการลงโทษ ไม่ใช่แค่ขังไว้ไม่กี่เดือนแล้วปล่อยออกมา เราจะไว้ใจได้อย่างไรว่าเขาพร้อมกลับสู่สังคม ต่อไปจะต้องมีบทลงโทษและกระบวนการที่เข้มข้นขึ้น"







