
ปฏิรูปประเทศไทย(6)
การเมืองประเทศไทยดูจะเดินไปสู่ทางตันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่มีใครปฏิเสธว่าถึงเวลาต้องปฏิรูป แต่สังคมไทยก็ดูจะ “อับจนทางปัญญา” มองไม่เห็นทางออกว่าควรจะปฏิรูปอะไรและอย่างไร
การเมืองประเทศไทยดูจะเดินไปสู่ทางตันซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนไม่มีใครปฏิเสธว่าถึงเวลาต้องปฏิรูป แต่สังคมไทยก็ดูจะ “อับจนทางปัญญา” มองไม่เห็นทางออกว่าควรจะปฏิรูปอะไรและอย่างไร
นักคิดและนักเคลื่อนไหวคนสำคัญที่สร้างวาทกรรมเรื่องปฏิรูปการเมืองมายาวนานคนหนึ่ง คือ คุณคำนูณ สิทธิสมาน ซึ่งพูดถึงเรื่องการปฏิรูปประเทศตามแนวทางรัฐธรรมนูญนิยมของ ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ มาตั้งแต่ก่อนการปฏิรูปการเมืองช่วงปี 2537-2540 โดยคุณคำนูณ “ได้เขียนลงในคอลัมน์ ‘รามบุตรี’ หน้าหลังของผู้จัดการรายวัน แทบทุกวัน นับเป็นแรงสำคัญในการสร้างความเข้าใจทางสาธารณะในเรื่องการปฏิรูปการเมือง” ในสถานการณ์เฉพาะหน้าขณะนี้ คุณคำนูณเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญใน 3 เรื่อง เพื่อเปิดทางออกให้แก่ประเทศ คือ 1) ไม่บังคับว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง 2) สส.ไม่ต้องสังกัดพรรค และ 3) พรรคไม่สามารถขับไล่ สส.ออกได้ ข้อเสนอทั้ง 3 ข้อ ดูจะมุ่งแก้ “ปัญหาเฉพาะหน้า” และไม่น่าจะแก้ปัญหาการเมืองในระยะยาวเท่าใดนัก
ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักกฎหมายที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างกรอบความคิดอันนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองและรัฐธรรมนูญ 2540 ได้เสนอในโอกาสครบรอบ 16 ปี ศาลรัฐธรรมนูญ ในการบรรยายเรื่อง “การปฏิรูปการเมืองภายใต้หลักนิติธรรม” ในส่วนของสถาบันทางการเมือง มีข้อเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรมาจากพรรคต่างๆ แต่วุฒิสภามาจากผู้แทนสาขาอาชีพต่างๆ เพื่อให้คานอำนาจกัน และให้ผู้แทนไม่ต้องสังกัดพรรค เพื่อให้อิสระในการทำงาน ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องมีการลงประชามติ และพระมหากษัตริย์ต้องทรงลงพระปรมาภิไธย โดยให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องตรวจสอบการแก้ไขทุกครั้งก่อนทำประชามติ นอกจากนั้นยังให้ยกเลิกประชานิยม ปฏิรูปสื่อ ปฏิรูประบบยุติธรรม โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมต้นทางคือตำรวจ และต้องออกกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ
ข้อเสนอดังกล่าวดูจะสอดคล้องกับกระแสปฏิรูปที่ต้องการปฏิรูปในหลายองคาพยพ โดยในส่วนของสถาบันการเมืองมีข้อเสนอที่มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ ให้วุฒิสภามาจากการสรรหาเท่านั้น ไม่มาจากการเลือกตั้ง นับว่าสอดคล้องกับการปฏิเสธ “ประชานิยม” แต่น่าจะไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย
มีข้อเสนอที่น่าสนใจจาก สตีฟว์ ยัง (Stephen S. Young) ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานอยู่ในประเทศไทยมายาวนานราว 50 ปี โดยส่วนใหญ่ทำงานกับสถานทูตสหรัฐ ก่อนเสนอแนวทางปฏิรูป สตีฟว์ ยัง ได้วิเคราะห์สังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจใน 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรก เขาเห็นว่าสังคมไทยมีวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมที่ส่งเสริมประชาธิปไตยหลายประการ ได้แก่ 1) พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ซึ่งเป็นศาสนาที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อถือ มีหลักศาสนาที่สำคัญหลายเรื่องที่ส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย ที่สำคัญคือ หลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือหลักทางสายกลาง ซึ่งเป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา หลักดังกล่าวเอื้อให้เกิดสมดุลในสังคม ส่งเสริมการพึ่งพาอาศัยกัน และไม่ส่งเสริม “ตัวกู ของกู” นอกจากนี้ หลักสัมมาสติยังส่งเสริมให้มีการตรวจสอบ ถ่วงดุล และส่งเสริมหลักนิติธรรม (Rule of Law) ด้วย 2) หลักทศพิธราชธรรมก็เป็นพื้นฐานอันดีสำหรับผู้มีอำนาจ หรือนักปกครองที่พึงใช้ในการสร้างสรรค์ประชาธิปไตย 3) หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นพื้นฐานที่ดี เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย เพราะ หลักความมีเหตุผล เน้นการพิจารณาปัญหาทุกอย่างอย่างรอบคอบ มองการณ์ไกลและเปิดกว้าง หลักการมีภูมิคุ้มกัน ทำให้ต้องมีการบริหารความเสี่ยง และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ยั่งยืน หลักความรู้ และหลัก ความซื่อสัตย์สุจริตและมีเกียรติยศ ทำให้ต้องมีความรอบคอบ ไม่ใช้อำนาจโดยไม่สุจริต
เรื่องที่สอง สตีฟว์ ยัง ได้วิเคราะห์ระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย โดยปูพื้นว่ากำเนิดและการพัฒนาประชาธิปไตยในยุโรปมาจากสองกระแสธาร ได้แก่ 1) ของอังกฤษ รากฐานมาจากแนวคิดของ จอห์น ล็อค ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือ “ความเรียงฉบับที่สองเรื่องรัฐบาลพลเรือน” ซึ่งเขียนเผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2232 แนวคิดดังกล่าวมีการเพิ่มเติมต่อมาโดยข้อเขียนของ มองเตสกิเออ นักปรัชญาฝรั่งเศส เรื่องการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ส่วน คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ และต่อมายังขยายความโดยข้อเขียน “คำอธิบายรัฐธรรมนูญ” ซึ่งเขียนโดย อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน เจมส์ แมดิสัน และจอหน์ เจย์ ที่เขียนคำอธิบายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐ พ.ศ. 2332 ที่ร่างเสร็จที่เมืองฟิลาเดลเฟีย และอยู่ระหว่างส่งให้มลรัฐต่างๆ ลงประชามติ 2) คือหลักประชาธิปไตยที่มีพื้นฐานมาจากหนังสือ “สัญญาประชาคม” ของ ฌอง ฌาคส์ รุสโซ ที่เขียนออกมาเมื่อ พ.ศ. 2305 เชิดชูหลักการ 2 ประการ คือ หลักเสมอภาคและเสรีภาพ ที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อ พ.ศ. 2332 ซึ่งมีการเพิ่มหลักที่สาม คือ หลักภราดรภาพ เข้ามาอีกหลักหนึ่ง (ทำให้เกิดธงชาติ 3 สีของฝรั่งเศสมาตั้งแต่สมัยนั้น)
สตีฟว์ ยัง สนับสนุนประชาธิปไตยในแบบของ จอห์น ล็อค และมองว่าประชาธิปไตยแบบของรุสโซ ทำให้เกิดการรบราฆ่าฟันในฝรั่งเศสอย่างยาวนาน และเป็นรากฐานปัญหาของประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่ยังหาทางออกไม่ได้ในปัจจุบัน
สตีฟว์ ยัง เห็นว่าประชาธิปไตยตามแบบของล็อค มุ่งแก้ปัญหาการใช้อำนาจโดยฉ้อฉล แต่แบบของรุสโซมุ่งเสนอมาตรฐานของความยุติธรรมสูงสุด โดยมุ่งสร้างอำนาจรวมศูนย์ให้แก่องค์อธิปัตย์ เพื่อให้บรรลุอุดมการณ์นั้น
ประชาธิปไตยแบบล็อคเป็นประชาธิปไตยจากรากฐาน ขณะที่แบบของรุสโซเป็นแบบจากเบื้องบน ประชาธิปไตยแบบล็อคจึงนำไปสู่ความยั่งยืน ขณะที่แบบของรุสโซนำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่มั่นคง
ประชาธิปไตยในอังกฤษเดินตามแนวทางของ จอห์น ล็อค โดยไม่มีรัฐธรรมนูญลายลักษณ์ และยึดถือประเพณีและวัฒนธรรม อังกฤษสร้างรากฐานประชาธิปไตยโดยชนชั้นสูงฝึกลูกหลานให้เป็นนักปกครอง โดยการส่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนอย่างอีตัน และมหาวิทยาลัยอย่างออกซฟอร์ด ทำให้ได้นักการเมืองและนักปกครองที่ได้รับการปลูกฝังคุณธรรมตามแบบของ จอห์น ล็อค
โดยการส่งเสริมอำนาจรวมศูนย์ตามแนวคิดของรุสโซ แทนที่จะทำให้เกิดประชาธิปไตยเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน กลับทำให้เกิดการเผด็จการรวมศูนย์ และ “อัตตาธิปไตย” ตั้งแต่ระบอบฟาสซิสต์ของนาซีเยอรมัน นำโดยฮิตเลอร์ มุสโสลินีในอิตาลี เลนินในรัสเซีย เหมาเจ๋อตุงในจีน เรื่อยมาถึงพลพตในกัมพูชา
สำหรับประเทศไทย ผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รับความคิดประชาธิปไตยตามแนวทางของรุสโซมาทั้งสิ้น ทั้งผู้นำฝ่ายพลเรือน และทหารอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็เรียนจากโรงเรียนนายร้อยในฝรั่งเศส ซึ่งนโปเลียนมีอิทธิพลสำคัญ โดยนโปเลียนก็รับแนวคิด “อัตตาธิปไตย” มาจากรุสโซนั่นเอง ระบอบดังกล่าวเป็นรากฐานที่ทำให้เกิด “ระบอบทักษิณ” ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศไทยอยู่ในปัจจุบัน







