
เศรษฐกิจเอเชียสะท้านเอกชนเบรกลงทุน ฉุดโตร่วง
ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจโลก (เวิลด์ อีโคโนมิก เอาต์ลุก) ประจำปี 2014
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจโลก (เวิลด์ อีโคโนมิก เอาต์ลุก) ประจำปี 2014 เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว ด้วยการปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของโลกลงเหลือ 3.4% จากการคาดการณ์ในเดือน เม.ย. ที่ 3.6% พร้อมหั่นการเติบโตของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และชาติกำลังพัฒนาในเอเชียลงเหลือ 6.4% ในปีนี้ และ 6.7% ในปี 2015
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ก็มีรายงานคาดการณ์การเติบโตของภูมิภาคเอเชียเช่นกัน แต่เป็นไปในทางบวกมากกว่าไอเอ็มเอฟ โดยระบุชัดว่า บรรดาชาติกำลังพัฒนาในเอเชียรวม 45 ชาติ จะสามารถรักษาระดับการเติบโตที่แข็งแกร่งได้อย่างคงที่ในปีนี้ แม้การเติบโตของมหาอำนาจอย่างสหรัฐจะชะลอตัวก็ตาม
ทั้งนี้ แถลงการณ์ของไอเอ็มเอฟให้เหตุผลว่า ชาติกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยเฉพาะชาติที่มีความอ่อนแอภายในและไร้ภูมิคุ้มกันแรงกระทบจากภายนอกเสี่ยงที่จะเผชิญกับภาวะผันผวนทางการเงินที่ทำให้เกิดทุนไหลเข้าหรือออกอย่างฉับพลัน สวนทางกับความเห็นจากแถลงการณ์ของเอดีบี ซึ่งมองว่า การเติบโตของเอเชียจะยังดำเนินต่อไปได้ด้วยดี เนื่องจากจีนจะสามารถรักษาการขยายตัวไว้ได้ตามเป้า และอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ของเอเชียอย่างอินเดียจะสามารถปฏิรูปเพื่อผลักดันการเติบโตได้สำเร็จ
ความเห็นที่ค่อนข้างขัดแย้งกันข้างต้น จึงกลายเป็นคำถามชวนให้สงสัย ว่า แท้จริงแล้วการเติบโตของภูมิภาคเอเชียอยู่ในภาวะชะงักงันหรือชะลอตัวจนน่าวิตกกังวลหรือไม่
ผลการสำรวจของธนาคารเอชเอสบีซี ซึ่งเจาะลึกถึงภาคเศรษฐกิจจริงด้วยการดูการใช้จ่ายของบรรดาบริษัทเอกชนในภูมิภาคเอเชียดูจะให้คำตอบที่เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด ว่า การเติบโตของเอเชียในปีนี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงแน่นอน เพราะเอกชนส่วนใหญ่เริ่มชะลอการลงทุนของบริษัทองค์กรของตนเองลงเรียบร้อยแล้ว
เฟรเดอริก นิวแมนน์ นักเศรษฐศาสตร์จากเอชเอสบีซีแสดงความเห็นว่า แม้ต้นทุนการระดมทุนของบริษัทในเอเชียจะอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ แถมผลกำไรสุทธิของบริษัทหลายแห่งยังอยู่ในระดับสูงเกินหน้าเกินตาคู่แข่ง ถึงกระนั้นบริษัทเอกชนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะชะลอ หรือระงับการใช้จ่ายมากกว่าการลงทุน โดยเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากมุมมองเชิงลบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งกระทบกระทั่งระหว่างประเทศจนนำไปสู่การก่อเหตุรุนแรง
“หากบริษัทสงสัยและไม่มั่นใจว่าปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าทั้งในฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกจะเพิ่มขึ้นในระดับดี เช่นนั้นแล้ว ทำไมต้องแบกรับความเสี่ยงด้วยการกระตุ้นต้นทุนค่าใช้จ่ายขององค์กร” นิวแมนน์ ระบุ
สอดรับกับความวิตกกังวลของนักวิเคราะห์อีกหลายสำนัก ซึ่งเห็นตรงกันว่าปัญหาการชะลอการลงทุนของบรรดาเอกชนในเอเชียดังกล่าวจะทำให้วงจรอุบาทว์เกิดขึ้น คือ เมื่อปราศจากการลงทุน การเติบโตก็จะไม่สามารถขยายตัวขึ้นได้ และเมื่อปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าน่าผิดหวัง ก็ย่อมทำให้การลงทุนการใช้จ่ายขององค์กรอ่อนแรงลงไปอีก
ทั้งนี้ ในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา มีเพียง 3 ช่วงเวลาเท่านั้นที่การใช้จ่ายลงทุนของภาคเอกชนเอเชียอ่อนแรงลงจนน่าเป็นห่วงเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ช่วงแรกสุดก็คือ ช่วงเกิดวิกฤตการเงินในเอเชีย ช่วงที่สอง คือ ช่วงวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม และช่วงที่สาม คือ ช่วงวิกฤตการเงินโลก เมื่อปี 2008
เรียกได้ว่า จากประวัติการชะลอการใช้จ่ายของภาคเอกชนในเอเชียที่กล่าวมานี้ ทั้งหมดสามารถเป็นปัจจัยบ่งชี้แนวโน้มการเติบโตในทางลบทั้งสิ้น โดยข้อมูลจากเอชเอสบีซีแสดงให้เห็นว่า การลงทุนของเอกชนเพื่อการเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เริ่มปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา
ทั้งนี้ แม้การใช้จ่ายของภาคเอกชนส่วนใหญ่จะยังไม่มากเมื่อเทียบกับการชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม แต่กระนั้นนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ลงความเห็นว่า กรณีที่ตัดสินจากประเด็นการลงทุน หรือที่เรียกกันว่า รายจ่ายฝ่ายทุน (CAPEX – Capital Expenditure) อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า เอกชนเริ่มหมดศรัทธาต่อการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศและของโลก จนเสี่ยงทำให้มีการชะลอการลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ และกระทบต่อการเติบโตต่อเศรษฐกิจในภาพรวมในท้ายที่สุด
ขณะเดียวกัน ในมุมมองของนักวิเคราะห์แทบทุกสำนักระบุตรงกันว่า สำหรับเอเชีย ภูมิภาคที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด ก็คือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) โดยแถลงการณ์คาดการณ์การเติบโตของเอดีบีได้ตัดลดการเติบโตปีนี้ของอาเซียนลงอีก 0.3% มาอยู่ที่ 4.7% เนื่องจากการเติบโตของประเทศหลักอย่าง อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม มีแนวโน้มอ่อนแรง เพราะผลกระทบทางการเมืองผสานกับปัจจัยภายนอกที่ปริมาณความต้องการบริโภคสินค้าลดลงจนส่งผลต่อการส่งออก
นอกจากนี้ แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งมองว่า แนวโน้มการชะลอตัวของเอเชีย อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายน่ากลัวตามที่หลายฝ่ายหวาดผวา เพราะเป็นแนวโน้มที่คาดการณ์กันไว้ได้อยู่แล้ว เห็นได้จากความเห็นของ เดวิด คาร์บอน นักเศรษฐศาสตร์จากดีบีเอสซึ่งชี้แจงว่า ช่วง 3 ปีมานี้ การเติบโตของเอเชียก็อยู่ต่ำกว่า 6% อยู่แล้ว แถมเป็นการขยายตัวที่ไม่ได้พึ่งพาแรงผลักดันจากสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น และการส่งออกก็โตเฉลี่ยที่ 5% ต่อปี ด้วยอานิสงส์จากการค้าขายระหว่างกันเองภายในภูมิภาค ดังนั้นการที่ภาคเอกชนจะชะลอการลงทุนเพื่อรอจังหวะให้เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวจึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด
ถึงกระนั้น ทิศทางการชะลอการลงทุนของภาคเอกชนก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สมควรให้ภูมิภาคเอเชียต้องอยู่ในสภาวะตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก เพราะการหมั่นตรวจสอบความแข็งแกร่งและหาจุดบกพร่องทางเศรษฐกิจของตนเองอยู่เสมอ ย่อมช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเติบโตที่ชะลอตัวลงได้
หรือถ้าจะต้องเจ็บตัวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ต้องเจ็บให้น้อยที่สุดเป็นดีที่สุด







