
กฏหมายเร่งด่วนภารกิจท้าทาย สนช.
ความหวังหนึ่งของการปฏิรูปประเทศกำลังฝากไว้ที่การทำงานของ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ความหวังหนึ่งของการปฏิรูปประเทศกำลังฝากไว้ที่การทำงานของ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) เพราะรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้ออกแบบให้ สนช.มีความพิเศษและมีความน่าสนใจกว่าเมื่อปี 2549
ความพิเศษของ สนช. 2557 ที่ปรากฏเห็นเด่นชัด คือ การเชื่อมโยงกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีอย่างน้อย 2 ส่วน ส่วนที่ 1 การสามารถเสนอชื่อบุคคลเข้าไปทำหน้าที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้จำนวน 5 คน จากทั้งหมด 36 คน ซึ่งเมื่อปี 2549 สนช.ไม่มีอำนาจในส่วนนี้
ขณะที่ ส่วนที่ 2 อยู่ในมาตรา 31 ที่ต้องทำหน้าที่รับพิจารณาพระราชบัญญัติที่เสนอมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งจะเป็นร่างกฎหมายที่ สปช.เห็นว่ามีความจำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศ โดยเป็นเรื่องใหม่ที่จะช่วยให้กระบวนการปฏิรูปประเทศมีความบูรณาการมากขึ้น
นอกเหนือไปจากอำนาจพิเศษที่ สนช.ได้รับจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแล้ว แต่ สนช.ก็ยังมีอำนาจตามปกติด้วย ซึ่งอำนาจที่ว่านั้น คือ “การพิจารณากฎหมายปกติ”
ทั้งนี้ งานแรกที่ สนช.ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จเห็นจะหนีไม่พ้น “ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 วงเงิน 2.5 ล้านล้านบาท” เป็นเรื่องที่ สนช.ต้องเร่งพิจารณาให้เสร็จโดยเร็ว เรียกได้ว่าต้องแซงคิวเรื่องอื่นๆ ขึ้นมาก่อน เพราะปีงบประมาณ 2557 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ก.ย. หากพิจารณาไม่ทันก็อาจกระทบต่อแผนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากก็น้อย
เมื่อจบภารกิจกฎหมายงบประมาณแล้วจะเข้าสู่วาระของการปฏิรูปประเทศผ่านกลไกนิติบัญญัติอย่างเป็นทางการ เบื้องต้น คสช.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเสนอกฎหมายให้ สนช.ดำเนินการประมาณ 138 ฉบับ โดยสามารถแยกออกได้เป็น 2 หมวด ประกอบด้วย หมวดปฏิรูปเศรษฐกิจ และหมวดปฏิรูปการเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
“หมวดเศรษฐกิจ” บรรดากระทรวงเศรษฐกิจเตรียมส่งกฎหมายมายัง สนช.เป็นจำนวนมาก แต่ต้องจับตาไปที่ “ร่างพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม” เป็นกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหลักการสำคัญ คือ การนำที่ดินมาบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สาธารณะทั้งในด้านการอนุรักษ์ เกษตรกรรม ที่อยู่อาศัย “ร่างพระราชบัญญัติทวงถามหนี้” กระทรวงการคลังเป็นผู้เสนอ มีวัตถุประสงค์ป้องกัน ป้องปรามการทวงหนี้ที่ไม่เหมาะสมละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
นอกจากนี้ ยังมี “ร่างพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย” เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับเงินชดเชยหรือสินไหมจากกองทุนเอาประกัน และกำหนดผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับการตั้งกองทุน “ร่างพระราชบัญญัติแข่งขันทางการค้า” เป็นกฎหมายที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมเสนอแก้ไขใหม่ทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดทางการค้า
ขณะที่ “หมวดการเมือง” เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคมมากที่สุด เพราะจะมีกฎหมายจำนวนมากที่สามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้กับฝ่ายที่จะเข้ามาใช้อำนาจในอนาคต โดยต้องโฟกัสไปที่กฎหมายจาก คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากได้เตรียมเสนอแก้กฎหมายเพื่อสังคายนาการปราบปรามการทุจริตเป็นแพ็กเกจถึง 3 ส่วน ประกอบด้วย
(1) แก้ไขอายุความคดีทุจริตจาก 1015 ปี เป็น 30 ปี และให้ยุติการนับอายุความในกรณีที่ผู้กระทำผิดหลบหนีคดี (2) เพิ่มอำนาจ ป.ป.ช.ในการติดตามทรัพย์สินคืน โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำผิดหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ (3) แก้ไขประมวลกฎหมายอาญาในนิยามของเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ โดยให้ ป.ป.ช.มีอำนาจเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศได้หากพบว่ามีการร่วมมือทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ของไทย
เช่นเดียวกับ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) เตรียมส่งแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.และการได้มาซึ่ง สว. และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยพุ่งเป้าไปที่การไม่ให้พรรคการเมืองนำนโยบายประชานิยมมาใช้หาเสียงเลือกตั้งเกินความจำเป็น
ไม่เพียงเท่านี้ “ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ” ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จะเข้ามาเป็นเจ้าภาพเสนอกฎหมายฉบับนี้ มีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้ผู้จัดชุมนุมต้องไม่ชุมนุมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย และเจ้าพนักงานมีอำนาจใช้กำลังสลายการชุมนุมได้เท่าที่จำเป็นแก่สถานการณ์
กฎหมายทั้งหมดนี้จะส่งผลให้ประเทศเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน อีกไม่นานรู้กัน







