
ฮับภูมิภาคยุทธศาสตร์อนาคตไทย
กำลังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากทั้งในภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
กำลังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากทั้งในภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ ว่ายุทธศาสตร์ประเทศไทยนับจากนี้จะไปในทิศทางไหน เนื่องจากบุญเก่าที่เคยผลักดันให้เศรษฐกิจ หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวในระดับสูงกว่า 10% เมื่อ 2030 ปีที่ผ่านมา กำลังจะหมดไป ผลคือไทยจะตกอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไม่สามารถสร้างผลผลิตที่ทำให้รายได้ของประชากรสูงขึ้นได้
การปฏิรูปและวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นเรื่องที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้แต่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของสหรัฐ ยังระบุในรายงานฉบับล่าสุด ว่า แม้การรัฐประหารล่าสุดจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นผู้บริโภคและนักลงทุน แต่หากไม่สามารถเร่งเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจได้ จีดีพีของไทยในช่วง 2-3 ปีนี้ จะเติบโตได้เพียง 3% เท่านั้น ทำให้เสี่ยงต่ออันดับเครดิตของไทยที่จะถูกทบทวนทุกปี เพราะอาจถูกมองภาพในเชิงลบ
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่า การก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้นั้น จีดีพีไทยต้องขยายตัวอย่างน้อยปีละ 6% ขึ้นไป หากทำไม่ได้นอกจากจะทำให้ประชากรไทยเผชิญกับปัญหารายได้ตกต่ำแล้ว ปัญหาสังคมจะติดตามมาด้วย จากการที่ไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะอนาคตประชากรวัยทำงานจะมีจำนวนและรายได้ไม่มากพอที่จะเลี้ยงดูผู้สูงอายุที่มีมากขึ้นเหล่านั้น
และนี่เป็นที่มาของการหารือร่วมกันระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับภาคเอกชน 7 องค์กร มาโดยตลอดระยะเวลาเดือนเศษๆ นับแต่หลังเกิดการรัฐประหาร
ผลที่ได้จากการหารือของ 2 ฝ่าย ณ ขณะนี้ก็คือ
ในระยะสั้น เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันคัดธุรกิจดาวเด่นที่เป็นจุดแข็งของไทยขึ้นมา เพื่อสนับสนุนและปลดล็อกปัญหาสำคัญๆ เพื่อผลักดันให้ก้าวขึ้นเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำของไทย ที่ไม่มีใครมาเป็นคู่แข่งได้ โดยคัดมา 5 กลุ่มอุตสาหกรรม คือ
กลุ่มแรก คือ การเกษตรที่เป็นผลผลิตพื้นฐานของไทย ที่จะต้องต่อยอดไปถึงอุตสาหกรรมอาหาร และพลังงานทดแทน เช่น อ้อย ที่มีทั้งอุตสาหกรรมน้ำตาล และผลิตเป็นเอทานอล กลุ่มที่ 2 ยานยนต์ ที่ไทยเป็นเจ้าแห่งการผลิตรถปิกอัพ หากปลดล็อกให้สามารถจัดตั้งศูนย์ทดสอบรถยนต์ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมนี้สามารถมีการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ได้
กลุ่มที่ 3 อุตสาหกรรมท่องเที่ยว สุขภาพและสปา กลุ่มนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ไทยเราแทบจะเป็นอันดับ 1 ของประเทศแถบนี้ แต่สิ่งที่จะต้องทำเพื่อรักษาอันดับนี้ไว้เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง หรือฮับของการท่องเที่ยวภูมิภาคนี้ คือ การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 อย่างเร่งด่วน เพื่องรองรับนักท่องเที่ยว
สำหรับกลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จะมีเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยี มาเกี่ยวข้อง และกลุ่มที่ 5 คือ กลุ่มการค้า
ส่วนระยะที่ 2 นั้นจะไปสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการเป็นศูนย์กลางการค้าของไทย หรือ Trading Nation ในภูมิภาคนี้ ที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ปรึกษา คสช.ด้านเศรษฐกิจได้เสนอไว้ก่อนหน้านี้
และจากการหารือ คสช. จึงได้มีมติที่ประชุมหลายเรื่องที่เกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ขึ้นมารองรับการเป็นศูนย์กลางการค้าดังกล่าว ทั้งรถไฟทางคู่ ถนนเชื่อมประเทศในภูมิภาค เขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน ก้าวต่อไปคือการปลดล็อกด้านศุลกากร การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ฯลฯ เป็นต้น
และพร้อมๆ กับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ คสช.ยังมีแนวคิดที่จะยกระดับเทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยให้ภาคเอกชนสามารถลงทุนด้านการผลิตด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้น พร้อมกับสร้างห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านรอบไทย ไม่ว่าจะเป็นลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า
เพราะในเมื่อไทยได้สูญเสียอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนแรงงานต่ำไปแล้ว ก็ต้องยกระดับประเทศไทยให้เป็นแหล่งนำเข้าสินค้าขั้นต้นจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำมาประกอบเป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะทำได้ก็ต้องมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มารองรับก่อนจะส่งออกสินค้าไปทั่วโลก
ในกรณีนี้ สมชัย จิตสุชน ยังเห็นว่าไม่ว่าจะเลือกพัฒนาเศรษฐกิจทิศทางใดการที่จะให้ไทยพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง จะต้องมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นของตนเอง
สมชัย ได้เสนอให้รัฐจัดลำดับความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า ลำดับแรก คือ การสร้างแรงงานช่างฝีมือ ซึ่งทำได้ง่ายด้วยการเปลี่ยนแนวคิดของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จากการจัดคอร์สอบรมตามที่กรมอยากจัด เป็นการจัดตามที่แรงงานหรืออุตสาหกรรมต้องการแทน (Demand Side) โดยให้แรงงานหรือโรงงานอุตสาหกรรมเป็นผู้แจ้งความต้องการไป วิธีนี้จะทำให้แรงงานมีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด
ลำดับต่อมา คือ การพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะการใช้ระบบไอทีในการบริหารจัดการ เพื่อลดต้นทุน ต่อมาคือการให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาของบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งที่มีผลงานอยู่แล้ว และการกระตุ้นให้มี ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบายบางด้าน เช่น นโยบายส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นต้น
ลำดับสุดท้ายที่สำคัญ คือ การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง กรณีนี้ สมชัยเสนอให้นำนักวิทยาศาสตร์นักวิจัย หัวกะทิของไทย มาเข้าค่าย 510 วัน เพื่อวาดภาพว่าเทคโนโลยีด้านใดที่เหมาะสำหรับประเทศไทย เพื่อจะได้วางนโยบายและงบประมาณสนับสนุนให้ตรงจุดและเหมาะสมกับประเทศไทย เพื่อที่รัฐจะได้เสริมด้านงบที่ปัจจุบันมีเพียง 0.25% ของจีดีพี และสร้างนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ให้เพียงพอกับความต้องการ
ด้าน กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ที่คร่ำหวอดด้านกลุ่มประเทศอาเซียน แสดงความเห็นด้วยกับยุทธศาสตร์ประเทศไทยที่ คสช.ได้ร่วมวางกับ 7 องค์กรภาคเอกชน โดยมองว่าเป็นทิศทางที่ดี เพราะจะเอื้อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ในภูมิภาคนี้ ผ่านการเชื่อมต่อโครงข่ายการคมนาคมสู่กลุ่มประเทศ ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา เวียดนาม พม่า ลาว) ที่จะทำให้ตลาดนี้มีประชากรรวม 240 ล้านคน มารองรับ ไม่แตกต่างจากอินโดนีเซียที่มีประชากร 250 ล้านคน แต่ภูมิภาคนี้จะมีต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำกว่าอินโดนีเซียมาก จากปัญหาสภาพภูมิศาสตร์ที่ประเทศเป็นเกาะแก่งนับร้อย จนมีคำกล่าวกันว่า แอปเปิ้ลที่ปลูกที่เมดานทางเหนือของประเทศแล้วนำมายังจาการ์ตา จะมีราคาแพงกว่าแอปเปิ้ลที่นำเข้า
ยุทธศาสตร์นี้ กอบศักดิ์ จึงเชื่อว่าจะทำให้ไทยมีความเข้มแข็งขึ้นในอนาคต







