posttoday
โลกวิทู

โลกวิทู

27 กรกฎาคม 2557

จะย่นลงก็เหมือนอย่างร่างกายของเราท่านทั้งหลายนี้ เรียกว่าโลกอัน 1 คือ เป็นของกลาง

ถ้าจะย่นลงก็เหมือนอย่างร่างกายของเราท่านทั้งหลายนี้ เรียกว่าโลกอัน 1 คือ เป็นของกลาง อะไรก็อยู่ได้ เพราะมีธาตุดิน น้ำ ไฟลม บริบูรณ์ มีสัตว์อาศัยได้เหมือนกัน สัตว์ที่อาศัยนั้นเหมือนอย่างเป็นโรคเป็นภัยต่างๆ เป็นฝีเป็นเกลื้อนเขาว่ามันไม่มีแม่ มีตัวทั้งนั้น

เกิดแก่ตายอยู่ที่ตัวนี่เอง

นี่ก็ควรจะเข้าใจว่าโลก คือ ร่างกายนี้เป็นที่อาศัยของสัตว์ได้ จึงเป็นโลกอย่าง 1 แต่อีกนัยหนึ่งที่ว่าตัวของเรานั้นไม่ได้เป็นไปทั้งก้อนอวัยวะร่างกายนั้นเลย

ส่วนเราคือใจที่เป็นส่วนรู้อย่าง 1 คือ สิ่งที่รับรู้ว่าดีชั่วทุกข์สุขนั้นชื่อว่าสัตว์ แต่สกลกายนั้นเป็นเครื่องอาศัยของสัตว์เป็นก้อนโลก เพราะเหตุนั้น จึงต้องแบ่งที่อาศัยออกเสีย

ถ้าหากว่า ความชั่วมีประทุษร้ายเบียดเบียนให้ความทุกข์แก่ท่านผู้อื่นเกิดขึ้น อย่างนี้เรียกว่าโลกพาล คือ พาลมาอาศัยอยู่ ก็เป็นโลกพาลไป ถ้าหากว่าผู้แก้พาลเสียจนให้เป็นผู้ดีรู้สึกชั่ว คือศึกษาธรรมะธัมโมมีศีลมีธรรมขึ้น โลกพาลนั้นก็ตายไป พาลอยู่ไม่ได้ ตัวผู้นั้นก็กลายเป็นโลกบัณฑิตไป แต่ถ้าหากแก้พาลออกไม่ได้ พาลอาศัยอยู่ก็เป็นโลกพาลอยู่ร่ำไป

ถ้าบัณฑิตอาศัยก็เป็นโลกบัณฑิตไป เหมือนอย่างสัตบุรุษก็มีอยู่แล้ว ศีล 5 ก็มี กุศลกรรมบถก็มีบริบูรณ์ แต่จะบำรุงให้มีตามที่มีอยู่ไม่ได้ จะทำความดีให้ยิ่งขึ้นไปจนบรรลุโสดาปัตติมรรคสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตต์ไม่ได้

เพราะอะไร?

เพราะโลกเป็นของปิดบังไว้เป็นชั้นๆ ขึ้นไป ต้องให้เข้าใจในสังขารโลก ที่เห็นว่าเกิด ความเกิดอย่างนี้ก็เป็นสังขารโลก ความแก่ก็เป็นสังขารโลก ความตายก็เป็นสังขารโลก ไม่มีจบกันเสียเลยทีเดียว

โลกที่นิยมกันอยู่ คือ มนุษยโลก โลกมนุษย์ เทวโลก คือ โลกของเทวดา พรหมโลก โลกของพรหม มารโลก โลกของมาร เปตโลก โลกของพวกเปรต ล้วนแต่เป็นโลกทั้งนั้น คงได้ใจความว่าโลกทุกๆ อย่างเขาสมมติแต่งตั้งกันทั้งสิ้น

ถ้าจะเรียนโลกให้จบ ต้องเรียนสมมติให้จบเสียก่อน เมื่อรู้เท่าต่อสมมติแล้วทีนี้จะเห็นว่าส่วนที่สำหรับรับสมมตินั้น ก็มีอยู่ทุกอย่าง และมีอยู่ด้วยกันเหมือนกับสกลกายเป็นตัวอย่างที่ตั้งชื่อว่าผม ว่าขน ว่าเล็บ ว่าฟัน ว่าหนัง นั้น เพราะของที่รับมีอยู่ว่า ที่เป็นเส้นๆ ดำๆ นั้นเขาเรียกว่าผม ความจริงไม่ใช่ผม เป็นสภาพอันหนึ่งๆ เป็นธรรมชาติที่เป็นเองต่างหาก ถ้าจะถามว่า ทำไมจึงว่าโลก? ตอบได้ว่าเพราะหาผู้ที่แต่งตั้งพาเรียกไม่ได้เลย เป็นของลึกซึ้งมาก เพราะเหตุนั้นจึงยกให้เป็นโลก ครั้นมาศึกษาในธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องอาศัยโลกนั่นเอง

เพราะเหตุนั้นจะต้องมาเรียนว่า ในอัตภาพ ร่างกายนี้ มีนาม 1 รูป 1 แล้ว ท่านก็แจกนามออกไปให้เป็น 4 อย่าง คือ เวทนาอย่าง 1 สัญญาอย่าง 1 สังขารอย่าง 1 วิญญาณอีกอย่าง 1 รวมเรียกว่าขันธ์ 5

แล้วมาแจกออกเป็นอายตนะ คือเป็นตา เป็นหู เป็นจมูก เป็นลิ้น เป็นกาย 5 อย่างนี้เป็นรูป ใจเป็นนาม และในธาตุก็อันเดียวกัน คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุอากาศเป็นรูป ธาตุวิญญาณเป็นนาม ที่แจกออกไปอย่างนี้ ก็ชี้เครื่องรับรองสำหรับรับสมมติ ดิน น้ำ ไฟลม นั้น เป็นแต่ชื่อแท้ๆ ไม่ได้เป็นเข้าไปจนถึงเนื้อถึงหนังเลย เป็นแต่สักว่ารูปว่านามเป็นเครื่องหมายเท่านั้นเอง เป็นของลี้ลับยากที่จะเข้าใจได้ รู้กันยากนักหนาเสียจริงๆ

ทุกวันนี้มาเข้าใจกันตามแบบเสียว่ารูปักขันโธเวทนากขันโธ สัญญากขันโธ สังขารักขันโธวิญญาณักขันโธ ก็ตกเป็น 5 ก้อน เห็นเป็น 5 ขันธ์ด้วยกัน ที่มาเห็นตัวเป็น 5 ขันธ์เช่นนี้ ก็ด้วยสัญญาของตนนั่นเองที่พามาให้เห็น

ความจริงท่านว่าขันธ์ 5 มีแต่อาการ แจกออกไปเป็น 5 อย่างเท่านั้น จึงรวมเรียกว่าก้อนๆ 1 หรือขันธ์ 1 อันเดียวกันนั่นแหละ ถ้าเอารูปมาใส่ก็เป็นรูปขันธ์ แล้วเอาเวทนาสุขทุกข์อุเบกขามาใส่ ก็เป็นเวทนาขันธ์ เอาสัญญามาใส่ ก็เป็นสัญญาขันธ์ เอาสังขารมาใส่ ก็เป็นสังขารขันธ์ เอาวิญญาณมาใส่ ก็เป็นวิญญาณขันธ์ อย่างนี้ต่างหาก

เมื่อพูดถึงรูปก็เป็นรูปทั้งก้อน เมื่อพูดถึงเวทนาก็เป็นเวทนาทั้งก้อน เมื่อพูดถึงสัญญาก็เป็นสัญญาทั้งก้อน เมื่อพูดถึงสังขารก็เป็นสังขารทั้งก้อน เมื่อพูดถึงวิญญาณก็เป็นวิญญาณทั้งก้อน

เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์ 5 อย่าเห็นเป็น 5 ขันธ์ ถ้าเห็นไปเช่นนั้น จะรวมกันก็ไม่เข้ากันได้ หนักเข้าจะแก้ไขอย่างไรก็ไม่มีทาง

ให้เห็นหนทางแก้ไขอีกครั้ง 1 ว่า ขันธ์ 5ที่ตั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น เป็นแต่ชื่ออย่างเดียว อย่าเห็นให้มากอย่างไป และไม่ได้กินเข้าไปในเนื้อในหนังของสัตว์ ส่วนสกลกายเป็นตัวสภาวธรรม เขาเป็นอยู่อย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้น จะได้เป็นไปตามสมมติหามิได้

ตกลงพากันหาความว่าเขาเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ ต่างหากนี่แหละถ้าไม่รู้จักโลกแล้วก็ไม่รู้จักธรรม ถ้าเมื่อมีความรู้จักโลกในตัวแล้วรู้ธรรมทีเดียว เหตุนี้เป็นทางที่พุทธบริษัทควรตรองให้ได้ความ เป็นทางที่จะให้รู้จักของจริงได้ เมื่อจะตรองก็ต้องตรวจโลกซึ่งมีในตน พิจารณาให้ซึ้งเสียก่อนจึงจะใช้ได้

ถ้ารู้จริงเห็นแจ้งเมื่อไรแล้ว สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ก็สิ้นสงสัย ดับสงสัยได้ทีเดียว ตัวธรรมฐิติ ธรรมนิยาม ก็จะปรากฏขึ้นแก่ตัวของเรา ถ้าเพิกขันธ์ 5 ออกแล้ว ก็เป็นอันว่าละสักกายทิฏฐิได้ เป็นสักกายนิโรธ ก็เมื่อถืออยู่ว่าตัวเป็นขันธ์ 5 ขันธ์ 5 เป็นตัว ตัวอยู่ในขันธ์ 5 ขันธ์ 5 อยู่ในตัว อย่างนี้ผิดหมด ต้องนับว่าเป็นคนไม่รู้เสียทีเดียว คือ ที่เบญจขันธ์ดับไป ก็คือสังขารดับไปนั่นเอง

ที่ยังเหลืออยู่เท่าไรก็เป็นตัวธรรมฐิติ ธรรมนิยาม สิ้นวิจิกิจฉาในขันธ์ ๕ สิ้นสงสัยทั้งอดีตและอนาคต

เมื่อไม่มีอดีตอนาคตแล้ว ทีนี้สีลัพพตปรามาสก็ไม่มีเหมือนกัน มีความเชื่อแน่ในศีล สมาธิ ปัญญา นี้แน่นอนแล้ว ไม่มีความสงสัยแล้ว ไม่ต้องลูบๆ คลำๆ แล้ว ก็สบายกันเท่านั้นเอง ที่ลูบๆ คลำๆ นั้น คือเห็นตัวของตัวเป็นขันธ์ 5 คือเป็นสังขาร เมื่อเห็นสังขารไม่เที่ยงตัวก็ลังเล คือ สงสัยในข้อปฏิบัติของตน เห็นว่าเราปฏิบัติจะได้หรือไม่ได้หนอ จะถึงหรือไม่ถึงหนอ มีการลังเลอยู่อย่างนี้ จะยึดถือข้อปฏิบัติอันใดก็ไม่แน่เลย ไม่รู้ว่าจักปฏิบัติอย่างไร

เพราะเหตุนั้น ผู้ปฏิบัติต้องละข้อสงสัยในสักกายสมุทัย คือ ให้สักกายสมุทัยดับลงไปให้เป็นสักกายนิโรธให้ได้ เมื่อเช่นนั้นก็จักเห็นธรรมฐิติ เป็นตัวโลกุตรธรรมทีเดียว

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้บัญญัติโลกุตรธรรมลงที่อื่น ถึงพระนิพพานพระองค์ก็บัญญัติลงที่สกลกายนี่เอง ไม่ลึกซึ้งไปถึงไหนนัก พุทธบริษัทล้วนแต่เป็นผู้รู้ฉลาดทั้งสิ้น ให้พากันศึกษาให้รู้โลก เพิกโลกออกเสียก่อน เป็นอันศึกษาธรรมอยู่เอง โลกวิทู ก็จะแจ่มแจ้งในขันธสันดาน

เพราะเหตุนี้ ควรที่พุทธบริษัทผู้ได้สดับโลกวิทู อันเป็นพระคุณของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์รู้แจ้งซึ่งโลกอย่างนี้แล้ว จงพากันตั้งใจประพฤติปฏิบัติตาม ก็จะสำเร็จในธรรม โดยนัยที่ได้วิสัชนามา ด้วยประการฉะนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท