
กอดก่าย 5 ขา ยาตรา 3 ขุม
รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 จะมีฉายาว่าอะไร
รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 จะมีฉายาว่าอะไร
กลุ่มนักวิชาการที่ผู้เขียนสังกัดอยู่ “แอบ” ประชุมกันทันทีหลังรัฐธรรมนูญคลอด (เพราะคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมืองน่าจะมีผลบังคับใช้อยู่) แล้วตั้งฉายาว่า “ฉบับปฏิรูปประเทศ”
แต่ส่วนตัวผู้เขียนเองเห็นว่าน่าจะชื่อ “ฉบับย่างสามขุม” คือเขียนด้วยความสุขุมรอบคอบ เหมือนกับท่ารำไหว้ครูของมวยไทยในชื่อดังกล่าว หรืออาจจะมีอีกชื่อหนึ่งได้ว่า “ฉบับแม่ไม้มวยไทย” เพราะมีข้อกำหนดที่ชัดเจนถึงการวางแม่บทของรัฐธรรมนูญที่มี “ความเป็นไทย”
ที่ว่าเขียนด้วยความสุขุมรอบคอบก็คือ หนึ่ง ใช้เวลาเขียนนานพอสมควร โดยมีผู้ประมาณว่าน่าจะใช้เวลา 40-50 วัน ในขณะที่ทุกครั้งที่มีการรัฐประหารจะใช้เวลาเขียนไม่นานนัก (บางทีก็เขียนเตรียมไว้ล่วงหน้า เช่น ฉบับใต้ตุ่มแดง พ.ศ. 2490 หรือฉบับ คมช. 2549 ที่เขียนเตรียมไว้จากประเทศฝรั่งเศส) สอง มีการกำกับการเขียนอย่างเข้มงวดปิดลับ ที่ทราบว่ามีการกำหนดรายละเอียดด้วยคนไม่กี่คน มีคนเขียนอีก 1 คน และมีคนตรวจเพียง 3 คน และสาม ผลผลิตที่เป็นตัวรัฐธรรมนูญออกมา ก็จะเห็นว่ามีรายละเอียดรัดกุมมาก ซึ่งจะได้วิจารณ์ต่อไป
ส่วนที่ว่าได้วาง “แม่บท” ของรัฐธรรมนูญ “ที่มีความเป็นไทย” ซึ่งในความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่เป็นนักรัฐศาสตร์มองว่า นี่แหละคือ “หัวใจ” ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็เพราะมีความรู้สึกเหมือนว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมี “นิมิต” บางอย่างที่ชี้ “ทิศทาง” ของการเมืองไทยไปสู่ “ความเป็นไทย” เหล่านั้น ที่จะทำให้ประเทศไทยมีความรุ่งเรืองและวัฒนาถาวร
ข้อสังเกตข้อแรก โปรดพิจารณาจากคำปรารภหรือ “ส่วนเกริ่นนำ” อันยาวเหยียดของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ชี้ถึงสังคมไทยที่เกิดวิกฤตมา 6-7 เดือนก่อนหน้านั้นว่า “ประชาชนแตกแยกเป็นฝ่ายต่างๆ ขาดความสามัคคีและมีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อกัน... (ภาคส่วนต่างๆ) ได้พยายามประสานให้มีการปรองดองกัน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ” จึงทำให้ทราบว่า เป้าหมายที่ คสช.ต้องการจะให้เกิดขึ้นก็คือ ความสงบสุข ความสามัคคี และความเป็นมิตรต่อกัน ซึ่งเป็นลักษณะ “เด่น” ของสังคมไทย หรือวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
ข้อสังเกตประการต่อมา ใครๆ ก็ไปเน้นประเด็นที่ว่า คสช.มีอำนาจมากไป หรือควบคุมจัดการปัญหาของประเทศมากไปหรือไม่อย่างไร แต่ผู้เขียนกลับมองไปที่ “ปรัชญา” หรือ “อุดมการณ์ทางการเมือง” อันเป็นหัวใจของรัฐธรรมนูญทั่วโลก เพราะนี่คือ “เข็มทิศ” หรือ “จิตปรารถนา” ขององค์อธิปัตย์ คือ คสช.นั้นจริงๆ ที่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 27 วรรคท้าย และเชื่อมโยงไปถึงมาตรา 35 (1) นั่นก็คือ ถ้อยคำที่ว่า “ให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย”
ขอย้ำคำว่า “ที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย”
ดังนั้น จึงส่งต่อไปถึงข้อสังเกตในประการสุดท้ายที่ว่า คสช.ได้กำหนดให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับถาวร) จะต้องสร้างกลไกต่างๆ อะไรบ้างในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ซึ่งปรากฏไว้อย่างชัดเจนในมาตรา 35 ตั้งแต่วงเล็บ 2-10 โดยที่วงเล็บ 1 ได้วางเป้าหมายไว้ในภาพรวม คือ “ให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย” ดังที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 27 นั้นด้วยแล้ว
คล้ายๆ กับว่าจะมี “ธง” ปักไว้อย่างแน่วแน่
ถ้าให้ผู้เขียนคาดเดาจากกระแส “สังคมไทย” ในระยะหลายๆ ปีที่ผ่านมา จากความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 กับ 2550 รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ที่คงไม่ใช่ไปเสร็จเอาปี 2560 เพื่อเรียง พ.ศ.ให้สวยๆ) คงจะต้องจัดการสิ่งที่คนไทย “รังเกียจ” 4-5 เรื่องด้วยกัน
หนึ่ง ระบบการเลือกตั้ง เพราะหลายๆ ระบบที่ใช้กันมาตลอดตั้งแต่ 2475 นั้น “ไม่เวิร์ก” เดาว่าน่าจะใช้ระบบ “คัดสรร” ที่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองทางสังคมเข้ามาใช้แทน นอกจากจะทำให้ได้คนดีที่สังคมร่วมกันรับผิดชอบแล้ว ยังขจัดความร้าวฉานในสังคมได้อีกด้วย
สอง การควบคุมพฤติกรรมของนักการเมือง คงจะมีมาตรการที่หนักแน่นเข้มแข็ง โดยเฉพาะการที่ต้องทำ “สัตยาบัน” ต่อประชาชนที่จะไม่โกงไม่กิน ไม่ยโสโอหังวาจาสามหาว ถึงขั้นที่ต้อง “สาบาน” ต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ลงโทษและให้มีอันเป็นไป เพื่อให้เมืองไทยน่าอยู่
สาม กระบวนการยุติธรรมที่เฉื่อยชา โดยเฉพาะตำรวจที่ “เงินไม่มา ตรวจตราไม่เป็น” กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย (คสช.เน้นมากในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับนี้) “ความล่าช้าคือความไม่ยุติธรรม” น่าจะมีตำรวจชุมชน ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และกลไกเสริมทางสังคม ฯลฯ
สี่ การภาษีและการงบประมาณ ที่จะลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้ชะงัดที่สุด คนรวยต้องแบ่งปันสู่สังคมและยกระดับชีวิตพี่น้องชาวไทยให้มีความสุขสมบูรณ์เสมอหน้ากัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อบัญญัติว่าด้วย “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ในมาตรา 4
และห้า การเมืองที่มีเสถียรภาพ ที่คงจะต้องมี “กลไก” บางอย่างที่คล้ายๆ กับ คสช.ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวนี้ โดยในรัฐธรรมนูญฉบับถาวรอาจจะต้องมี “ซูเปอร์อำนาจ” เข้ามาควบคุมกลไกการเมืองอื่นๆ ทั้งหลายอีกที เพื่อป้องกันและแก้ไขวิกฤต อย่างที่เขียนไว้ในมาตรา 35 (9)
สังคมไทยจะทะเลาะและแตกแยกกันไม่ได้อีกแล้ว!
ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ท่านเปรียบเทียบไว้อย่างคมคายและเข้าใจง่ายว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือน “แม่น้ำ 5 สาย” ที่มี คสช. สภานิติบัญญัติ สภาปฏิรูป รัฐบาล และคณะกรรมาธิการยกร่าง เป็นที่มาของอนาคตใหม่ของประเทศไทย นั่นคือกระบวนการความเป็นไปของบ้านเมืองในระยะนี้ก็จะเกิดขึ้นได้ด้วยการดำเนินการขององค์กรทั้ง 5 ส่วนนี้เท่านั้น!
บางคนบอกว่าน่าจะเหมือนคลองชลประทานที่ที่มีต้นทางปลายทางตามที่กระทรวงเกษตรฯ ท่านกำหนดไว้แล้วนั้นมากกว่า บางคนก็บอกว่าเหมือนท่อก๊าซไทยพม่าหรือไทยมาเลย์ที่มีสัมปทานเรียบร้อยแล้ว และบางคนก็บอกว่าเหมือนบ่อบาดาลที่ขุดเจาะเอาตรงนั้นเอาตรงนี้
แต่ผู้เขียนมองในแง่ดีว่า 5 องค์กรนี้น่าจะต้อง “สร้างสรรค์นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย” เป็นการทำงานที่ประสานสอดคล้องหรือ “กอดก่ายกัน” ไปทั้ง 5 ขา เพื่อให้ประเทศไทย “เปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ” จาก “นรกภูมิ” อันน่าเกลียดน่าชังที่ผ่านมา และกำลังผ่าน “มนุษย์ภูมิ” ที่วุ่นวายสับสนในขณะนี้ ไปสู่ “สวรรค์ภูมิ” หรืออนาคตที่สดใสงดงามยิ่งต่อไป
“ย่าง 3 ขุม” ไปสู่โลกพระศรีอาริย์นั้นให้ได้







