posttoday
อภิปรายงบปี' 54 โยงสลายชุมนุม

อภิปรายงบปี' 54 โยงสลายชุมนุม

28 พฤษภาคม 2553

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 จำนวน 2.07 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ซึ่งวันแรกเนื้อหาการอภิปรายส่วนใหญ่จะหนักไปที่การอภิปรายตอบโต้ไปมาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลเกี่ยวกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดการประท้วงกันวุ่นวายหลายครั้ง แต่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาสามารถควบคุมการประชุมให้อยู่ในกรอบของการพิจารณางบประมาณได้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงหลักการและเหตุผลในการเสนองบประมาณว่าในระยะเวลาที่เหลือของปี 2553 สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่จากความเข้มแข็งของฐานเศรษฐกิจไทยประกอบกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก จะส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมในปี 2553 ขยายตัวประมาณ 3.54.5% อัตราเงินเฟ้อประมาณ 3.04.0%

“ปัจจัยที่ต้องพึงระวังในปี 2553 ได้แก่ ความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ความเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ในปี 2554 คาดว่าแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญยังคงมาจากการขยายตัวของการส่งออก อันเป็นผลสืบเนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ประกอบกับการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาของรัฐบาล” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2554 คาดว่าจะจัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น 1,650,000 ล้านบาท หรือ 15.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ทั้งนี้ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองของประเทศจะเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะใด รัฐบาลมุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนใช้กลไกด้านงบประมาณเข้าไปร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานภาครัฐที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ จะเป็นกลไกที่ดูแลประชาชนทุกคนให้สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข สมานฉันท์ในที่สุด

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาลมีปัญหาในการจัดทำงบประมาณ 3 ข้อ คือ 1.มีการตั้งตัวเลขคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงโดยเฉพาะการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2.มีการตั้งงบประมาณรายจ่ายให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นพิเศษ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเกิน 5% คือ กระทรวงศึกษาธิการ 18.7% กระทรวงมหาดไทย 11.2% กระทรวงการคลัง 10.1% กระทรวงกลาโหม 8.2% และงบกลาง 12.8% และ 3.งบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็งที่มีการอนุมัติแต่ยังไม่มีการดำเนินการโครงการ ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณ

“เป็นลักษณะของการจัดสรรงบประมาณเอาใจคนบางพวกจัดแบบกระจุกตัว กระทรวงเศรษฐกิจที่ควรได้ก็ไม่ได้ กระทรวงที่ไม่ควรได้กลับได้มากเกินความเป็นจริง และรัฐบาลไม่มีมาตรการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสเหมือนสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เช่น โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือเอสเอ็มแอล ไม่ได้จัดงบประมาณให้คนยากจนมากนักเพราะกลัวจะไปซ้ำกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และจะให้คนจำชื่อนายกฯ อภิสิทธิ์ไม่ได้

ร.ต.อ.เฉลิม สรุปว่า ไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้ตามที่รัฐบาลมีการประมาณการเอาไว้ เพราะเศรษฐกิจโลกมีความผันผวนทางการเงินสูง โดยเฉพาะประเทศกรีซซึ่งกระทบไปทั่วโลก ส่วนไทยก็จะได้รับผลกระทบผ่านค่าเงินบาทจนทำให้การส่งออกของไทยที่เป็นหัวใจเศรษฐกิจสำคัญไม่ขยายตัว นอกจากนี้คาดว่าถ้ามีการผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ จะทำให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มสูงขึ้นปริ่มๆ 50% ทันที

“ใครจะกล่าวหาผมว่าเป็นสาวก พ.ต.ท.ทักษิณ ผมยอมรับว่า เป็นสาวกตัวจริง และในการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะชู พ.ต.ท.ทักษิณ ที่รัฐบาลประกาศว่าเป็นผู้ก่อการร้ายในการเลือกตั้งครั้งหน้านี้อย่างแน่นอน” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงว่า การที่จะวัดความสำคัญของหน่วยงานไม่ได้อยู่ที่งบประมาณ แต่อยู่ที่การทำงาน อย่างกระทรวงพาณิชย์ที่อาจมองว่าไม่ได้งบประมาณมาก ก็ปรากฏว่ามีอัตราการส่งออกที่สูงขึ้น หรือในส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอางบประมาณไปลงที่กระทรวงนี้เพียงแห่งเดียว เพราะการกระตุ้นท่องเที่ยวจะต้องมีการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้วย ซึ่งเป็นเรื่องกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาทำแทน แต่อยู่ในแผนด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

“ปัญหาหนี้สาธารณะรัฐบาลคาดการณ์ว่าอาจจะอยู่ในระดับ 4247% ต่อจีดีพี หากมีวิกฤตเศรษฐกิจก็อาจจะอยู่ที่ 50% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากถ้าเทียบกับต่างประเทศแตะถึง 100200% ต่อจีดีพี ยืนยันจะไม่ให้ประเทศไทยไปถึงจุดนั้นไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน และก็จะไม่ถึง 60% หรือเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแน่นอนถ้าพวกเราช่วยกันทำให้บ้านเมืองสงบสุข

นายอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้กล้าเข้าไปแตะต้องนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างปีที่ผ่านมาได้เพิ่มขนาดของกองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ก็มีการส่งเสริมในเรื่องตลาดและพัฒนาคุณภาพรวมไปถึงตราสินค้า เรากำลังสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มทั้งก่อนเกิดให้กับหญิงตั้งครรภ์ การศึกษาฟรี การโภชนาการ การฝึกอาชีพ การดูแลภาวะตกงาน ส่งเสริมสวัสดิการชุมชน กองทุนการออมแห่งชาติ รวมทั้งมาตรการภาษีเพื่อลดการเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการต่อไป งบประมาณปี 2554 ได้มีการจัดอย่างเป็นระบบโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ