posttoday
อินโดนีเซียผงาดพร้อมชิงตำแหน่ง"ฮับยานยนต์"

อินโดนีเซียผงาดพร้อมชิงตำแหน่ง"ฮับยานยนต์"

25 กรกฎาคม 2557

ในที่สุดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการของอินโดนีเซีย

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ในที่สุดผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการของอินโดนีเซีย ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย โจโก วิโดโด หรือที่รู้จักกันในชื่อ โจโกวี เป็นฝ่ายคว้าชัย

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของโจโกวี อาจนับได้ว่าเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการปูทางสู่การเป็นศูนย์การรถยนต์ของเอเชียเลยก็ว่าได้

เพราะประธานาธิบดีแดนอิเหนาคนใหม่ มาพร้อมกับนโยบายปฏิรูประบบราชการ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชนิดยกเครื่อง และพร้อมให้การสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติอย่างเต็มที่ ซึ่งนับเป็นการกรุยทางให้นักลงทุนต่างชาติเลยทีเดียว

“เราต้องให้ความสำคัญกับความขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานและภาคการผลิต และหลังจากนั้นเราจำเป็นต้องลงทุนอย่างในด้านทรัพยากรบุคคล” โจโกวี กล่าว

ทั้งนี้ อินโดนีเซียนับเป็นประเทศที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเติบโตอย่างร้อนแรง โดยข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตยานยนต์แห่งอินโดนีเซีย (ไกคินโด) ระบุว่า ยอดขายรถในอินโดนีเซียปีนี้น่าจะแตะระดับ 1.23 ล้านคัน ซึ่งนับว่าโตในสัดส่วนสูงถึง 6.8% เมื่อเทียบจากปี 2013

ปัจจัยหลักที่ฉุดให้ยอดขายรถในอินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะอินโดนีเซียมีพลเมืองมากถึง 240 ล้านคน ซึ่งทำให้อินโดนีเซียรั้งตำแหน่งประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกทีเดียว ขณะเดียวกันกำลังซื้อของชนชั้นกลางก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยในปัจจุบันเงินเก็บของครัวเรือนในอินโดนีเซียเฉลี่ยแล้วทะยานสูงกว่า 1 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 3.2 แสนบาท) ไปแล้ว

พร้อมกันนี้ สัดส่วนผู้ครอบครองรถยนต์ในอินโดนีเซียมีเพียงหนึ่งในยี่สิบเท่านั้น จึงทำให้ตลาดรถยนต์ในอินโดนีเซียยังมีโอกาสในการขยายตัวได้อีกมาก

“ตลาดรถยนต์ในอินโดนีเซียกำลังเข้าสู่ยุคที่เติบโตอย่างร้อนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” ปีเตอร์ ฟลีต ประธานฝ่ายดูแลการปฏิบัติการของบริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ส ในอาเซียน กล่าว ทั้งนี้ ฟอร์ดทำสถิติการขายรถยนต์เพิ่มขึ้นในปี 2013 ถึง 90%

นอกเหนือจากฐานการบริโภคภายในที่แข็งแกร่งแล้ว อินโดนีเซียยังมีข้อได้เปรียบด้านค่าแรงเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน โดยข้อมูลจาก “เว็บไซต์ บิสซิเนสอินเอเชีย” ระบุว่าค่าแรงงานขั้นต่ำในอินโดนีเซียอยู่ที่ราว 2.955.38 เหรียญสหรัฐ/วัน เท่านั้น ขณะที่ค่าแรงขั้นต่ำในมาเลเซียอยู่ที่ 9.81 เหรียญสหรัฐ/วัน และไทยอยู่ที่ 9.4510 เหรียญสหรัฐ/วัน

ด้วยปัจจัยดังกล่าว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากผู้ประกอบการรถยนต์รายใหญ่หวังจะเข้ามาเปิดตลาดในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนแห่งนี้

ความเคลื่อนไหวของบรรดาผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์ยังสอดรับกับนโยบายของผู้นำใหม่อินโดนีเซียที่เคยให้คำมั่นว่า จะลดการให้สัมปทานแก่บริษัทต่างชาติ เพื่อสงวนทรัพยากรธรรมชาติไว้พัฒนาประเทศ กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าการลงทุนจากต่างชาติยังมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

ดังนั้น รัฐบาลอินโดนีเซียจึงต้องหาทางที่จะคงสัดส่วนการลงทุนของต่างชาติไว้ ซึ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ก็นับเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจอินโดนีเซียอยู่ไม่น้อย

นโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจึงนับเป็นการปิดจุดอ่อนจุดใหญ่ของอินโดนีเซีย เพราะการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านการคมนาคมและการขนส่ง นับเป็นอุปสรรคที่สำคัญต่อการลงทุนของต่างชาติ

“เมื่อผมถามความเห็นจากบรรดานักลงทุน พวกเขาพูดตรงกันว่าต้องการให้มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พวกเขาต้องการสร้างโรงงาน แต่ไม่มีทั้งไฟฟ้าและน้ำปะปา” โจโกวี กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ได้อำลาตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยการออกโครงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอย่างน้อย 36 แห่ง นอกเกาะชวา เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการอุตสาหกรรมผลิตในอนาคตอีกด้วย

ฉะนั้น นับว่าไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลยหากจะกล่าวว่า อินโดนีเซียจะกลายเป็นแหล่งผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนแทนที่ไทยในเร็ววันนี้ โดยในปัจจุบันอินโดนีเซียรั้งประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ในภูมิภาคเป็นอันดับ 2 รองจากไทยเท่านั้น

“อินโดนีเซียมีศักยภาพเพียงพอที่จะคว้าตำแหน่งศูนย์กลางการผลิตอันดับหนึ่งของเอเชียได้ไม่ยาก โดยมีปัจจัยพื้นฐานสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและภูมิประเทศ” เวลเลียนวิรันโต นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร โอซีบีซี ของสิงคโปร์ ระบุ

ซึ่งหากเปรียบเทียบกับไทยผู้รั้งตำแหน่งฮับยานยนต์เอเชียในปัจจุบัน กลับมียอดขายรถยนต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากหมดโครงการรถคันแรก และภาวะความโกลาหลทางการเมืองตลอดช่วงครึ่งปีแรก

ขณะเดียวกัน การเมืองอินโดนีเซียนับว่ามีเสถียรภาพกว่าไทยอย่างเห็นได้ชัด โดยในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนับเป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า สังคมอินโดนีเซียยอมให้มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจโดยไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรง

จีดีพีอินโดนีเซียในปีนี้น่าจะขยายตัวได้ถึง 6.2% หรือจากคำมั่นของโจโกวี เศรษฐกิจอินโดนีเซียอาจโตเกิน 7% ด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นสัดส่วนการขยายตัวที่ร้อนแรงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการธุรกิจยานยนต์หลายเจ้า เข้าไปเปิดตัวในตลาดอินโดนีเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเตรียมขยายการลงทุนเพิ่มเติม อาทิ โตโยต้า มอเตอร์ส อินโดนีเซีย ได้ประกาศจะขยายการลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มเติมจากปีก่อนหน้ากว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตรถยนต์ให้ถึง 2.3 แสนคัน

ขณะที่ บริษัท ทาทา มอเตอร์ส จากอินเดีย เตรียมเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซียให้เป็นศูนย์กลางแห่งที่สองในอาเซียนนอกจากไทยเช่นกัน โดย วิศวเทพ เสนคุปตะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของ ทาทา มอเตอร์ เชื่อว่าการบริโภคในอินโดนีเซียสูงพอรองรับการเปิดโรงงานใหม่

สำหรับอินโดนีเซียในปัจจุบัน ก็ไม่ได้มองแค่การเป็นฮับยานยนต์ในระดับภูมิภาคอีกต่อไป แต่มองถึงการเป็นโรงงานของโลกเลยทีเดียว

“เมื่อเศรษฐกิจของอินโดนีเซียขยายตัวมากกว่า 7% ผมมั่นใจว่าประเทศของผมจะก้าวขึ้นไปมีบทบาทสำคัญในระดับโลกไม่เฉพาะแต่ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) เท่านั้น” โจโกวี กล่าว

จึงเป็นที่แน่นอนว่า ขณะนี้อินโดนีเซียมีศักยภาพอย่างเต็มเปี่ยมและพร้อมที่จะขึ้นท้าชิงตำแหน่งศูนย์กลางผลิตรถยนต์ในภูมิภาคกับไทยแล้ว ซึ่งหากไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ไทยอาจเสียตำแหน่ง “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ให้กับเพื่อนบ้านรายนี้ในไม่ช้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท