posttoday
ประเทศไทยเลือดไหลโชก

ประเทศไทยเลือดไหลโชก

28 พฤษภาคม 2553

หลังเกิดเหตุ “ตกใจ” จากปัญหาการเมืองจนเลือดไหลโชก ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุดมี 1.439 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 3.52 หมื่นล้านบาท

หลังเกิดเหตุ “ตกใจ” จากปัญหาการเมืองจนเลือดไหลโชก ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุดมี 1.439 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 3.52 หมื่นล้านบาท

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ปฏิกิริยาอาการ “ตกใจ” ที่เป็นรหัสนัยหรือ “โค้ดลับ” ของมวลชนคนเสื้อแดงที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องประชาธิปไตยแบบไทยๆ ภายใต้มอตโตอันโก้หรู “สงบ สันติ อหิงสา” นั่นอาจหมายถึง “การเผาเมืองให้วอดวาย” เมื่อไม่ได้ดั่งใจตามข้อเรียกร้อง
จนคนไทยถ้วนทั่วทุกตัวคนพากันเดือดร้อนกันทั้งบ้านทั้งเมือง

แต่ปฏิกิริยา “ตกใจ” ของ “เงินทุน” ที่นำมาซึ่งการผลิต การจ้างงาน จนเป็นรูปเป็นร่างมาเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ว่าหัวแดง หัวดำ คือ “ชิ่งหนี”

ผลลัพธ์หรือผลกระทบของการ “ชิ่งหนี” ก็มีฤทธิ์เดชที่แตกต่างกัน

ชิ่งหนีของ “แกนนำม็อบคนเสื้อแดง” อาจหมายถึง หายหัวไปโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับมวลชนหรือบ้านเมืองที่ตัวเองร่วมกันสรรค์สร้างขึ้นมา

แต่ชิ่งหนีของ “เงินทุน” หมายถึงการเทขายสินทรัพย์ หุ้น พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเรียกหนี้คืนโดยไม่สนใจไยดี จากนั้นก็เอา “เงิน” ที่อุตส่าห์ขนมาสร้างงาน สร้างเงิน สร้างสินค้าออกไปจากบ้านนี้เมืองนี้แบบทันทีทันใด เพื่อความปลอดภัยและลดความสุ่มเสี่ยงจากอันตรายใดๆ

ระยะเวลาเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา อาการ “ตกใจ” ของเงินลงทุนต่างชาติที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับกาตกใจของมวลชนคนเสื้อแดงถือว่าสะท้านเมืองไม่น้อย

ประเทศไทยเลือดไหลโชก

เมื่อนางสุชาดา กิระกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเปิดเผยว่า ในเดือน เม.ย. จนถึงวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขนเงินออกจากประเทศไทยไปแล้ว 5.2 หมื่นล้านบาท เทียบกับที่มีเงินไหลเข้ามาซื้อหุ้นในช่วงนี้ 4 หมื่นล้านบาท

เท่ากับว่า ในช่วงนี้เงินทุนไหลเข้าประเทศสุทธิติดลบ 1.2 หมื่นล้านบาท

“สาเหตุที่เงินทุนต่างชาติไหลออกจากไทยในช่วงนี้ค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะเรามีปัญหาการเมือง ทำให้นักลงทุนมีความกังวลความเสี่ยงมากขึ้น” เป็นเหตุผลที่นางสุชาดาบอก

ปฏิกิริยาหลังอาการตกใจของนักลงทุนที่ปรากฏด้วยการถอนเงินออกนั้นหากเปรียบประเทศไทยเป็นร่างกายมนุษย์ ก็สะท้อนออกมาได้ในรูปของคนที่เลือดไหลโชก...

ถ้าเดือนหน้ายอดเงินทุนไหลออกยังทะลักเช่นนี้อยู่ต่อไป โอกาสที่จะแห้งเฉาตายคงอยู่ไม่ไกลนัก...

เพราะประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทยจนเป็นประชารัฐนั้น ยืนอยู่ด้วยเงินทุนในประเทศเพียงลำพังไม่ได้

ไทยจำเป็นที่ต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมาหล่อเลี้ยงภาคเศรษฐกิจสำคัญทั้งตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร ตลาดอสังหาริมทรัพย์ หรือภาคการผลิตเพื่อนำเงินเหล่านั้นไปจ้างให้คนระดับอำมาตย์และคนระดับไพร่ได้มีงานทำ มีเงินซื้อข้าวซื้อของ ส่งให้ลูกเรียนหนังสือ

แต่สถานะปัจจุบันนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกชัดเจนว่า ปริมาณเงินทุนที่ไหลเข้าไทยทะลักมาตั้งแต่ต้นปีจนถึงบัดนี้เหลืออยู่แค่ 20% เท่านั้น

ที่เหลืออีก 80% ตกใจและโกยเถอะโยมออกไปหมดแล้ว

เงินที่เหลือ 20% อยู่ที่ไหน

กบดานอยู่ในตลาดพันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์

บางส่วนเลือกฝากไว้ในบัญชีเงินบาทในรูปเงินบาทของผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (NRBA) แต่ไม่กล้าเข้ามาลงทุน เพราะกลัวว่าจะสุ่มเสี่ยงจากสงครามกลางเมือง

ส่วนในตลาดหุ้นนั้นเหลือแค่จิ๊บๆ เมื่อข้อมูลในทางลึกนั้น ระบุว่าเข้ามารวมทั้งสิ้น 8 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันนั้นนักลงทุนในตลาดหุ้นขายออกสุทธิแล้ว 6.6 หมื่นล้านบาทแล้ว

สภาวะเช่นนี้ทำให้ปริมาณเงินในระบบที่ซื้อขายหุ้นกันอยู่แห้งขอด ย่อมทำให้สภาพคล่องของนักลงทุนและบริษัทในตลาดหุ้นอัตคัดขัดสน แค่นั้นยังไม่พอต้นทุนการกู้ยืมเงินของไทยในตลาดต่างประเทศก็ทะยานเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องจนคาดไม่ถึง
โดยสะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นออกมาจากผลตอบแทนของตราสารอนุพันธ์ที่มีหลักทรัพย์อื่นค้ำประกัน (CES) ของไทย ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้าอยู่ที่ 1.3% และขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1.6% และล่าสุดเมื่อวันที่ 26 พ.ค. เพิ่มขึ้นเป็น 1.7%
ใครที่กู้เงินเมืองนอกออกมาเมื่อเจอเหตุเช่นนี้ ต้องจุกอกแน่

จะบอกว่าไม่ได้รับกระทบคงไม่ได้

อาการไข้ข้างเคียงของปฏิกิริยาตกใจแล้วเลือดไหลออกซิบๆ อีกอย่างหนึ่งคือ ค่าเงินบาท จะอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดคิด ซึ่งจะกระทบกับราคาน้ำมัน ราคาวัตถุดิบที่ไทยต้องสั่งซื้อสินค้าวัตถุดิบเครื่องจักรมาผลิตสินค้า
ปัจจุบันค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลงแล้ว 2-3% จากเดิมที่แข็งค่าขึ้นมาประมาณ 4-5%

ถ้าพิเคราะห์แนวโน้มเงินทุนไหลเข้าไทยหลังจากเคยมีแนวโน้มเป็นบวกมาตลอด โดยในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เงินทุนไหลเข้ายังเป็นบวกถึง 2,502 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท หากคิดอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ

ขณะที่เดือน ก.พ. เงินทุนไหลออก 203 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,496 ล้านบาท

สภาวะการไหลออกอย่างหนักของเงินทุนไหลออกดังกล่าว คงต้องทำให้หน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยต้องประเมินภาพรวมกันใหม่เพื่อจะตั้งรับกับเม็ดเงินที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ

เพราะหน่วยงานเศรษฐกิจของทางการไทยเคยเล็งผลเลิศว่า ในไตรมาสแรกปี 2553 ดุลบัญชีเงินทุนจะเกินดุลในระดับสูงที่ 5,396 ล้านเหรียญสหรัฐ

แยกเป็นการลงทุนโดยตรงสุทธิไตรมาสแรกปี 2553 น่าจะมีมูลค่า 1,465 ล้านเหรียญสหรัฐ

เงินลงทุนในตราสารทุนของชาวต่างชาติในไตรมาสแรกปี 2553 น่าจะมีมูลค่าเงินทุนไหลเข้า 2,230 ล้านเหรียญสหรัฐ

เงินลงทุนอื่นๆ นั้น คาดว่าจะมีเงินไหลเข้าไม่น้อยกว่า 1,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

แต่หลังเกิดเหตุ “ตกใจ” จากปัญหาการเมืองจนเลือดไหลโชก ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศล่าสุดมี 1.439 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือลดลง 3.52 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ฐานะสุทธิสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศแลกกับเงินบาทล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) อยู่ที่ 1.32 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ จากสัปดาห์ก่อนอยู่ที่ 1.18 หมื่นล้านบาท

สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ธปท.ยังมีการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเร็ว และให้เป็นไปตามทิศทางเดียวกับค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย ด้วยการเข้าซื้อเงินเหรียญสหรัฐอยู่อย่างหนักมือ

ถ้าไม่มีการใช้เงินไปตรึงไว้ค่าเงินบาทมีสิทธิอ่อนค่าลงมากกว่า 2-3% หรืออาจจะอ่อนค่าลงไปในระดับ5-7% เหมือนประเทศเกาหลีใต้หรือมาเลเซียแล้วก็เป็นไปได้

สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดความรุนแรงขึ้นจึงอาจจะกดดันให้มีเงินทุนไหลเข้าไทยชะงักงันจนเป็นปัจจัยลบทางเศรษฐกิจของไทยได้มากกว่าที่คิด

เมื่อเงินทุนไหลออกมากกว่าไหลเข้า อย่าว่าแต่ตลาดหุ้นจะซบเซา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็ขัดสน การจ้างงานก็ลดลงแน่นอน เศรษฐกิจที่คิดว่าจะเติบโต 4.5% อาจเป็นหมัน เพราะไม่มีน้ำมันที่เป็นเงินทุนต่างชาติมาหล่อเลี้ยง

ถึงเวลาที่คนไทยต้องหันมาช่วยกันอุดเลือดที่ไหลออกกันด้วยการสร้างสันติ สงบให้เกิดขึ้นในประเทศนี้ได้แล้ว ก่อนที่จะพากันตายหมู่

เพราะเม็ดเงินทุนต่างชาติที่เคยให้น้ำหนักกับประเทศไทยมากเป็นกรณีพิเศษมาระยะหนึ่ง ใช่ว่าจะหวนคืนกลับมาได้ง่ายเพียงแค่สงบศึกกันแค่วันสองวัน

ความเชื่อมั่น เชื่อใจ เชื่อถือไม่ได้สร้างกันได้ในวันเดียว ทุกมือจึงต้องกระโจนเข้ามาร่วมกัน ลำพังรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่ได้

ยิ่งหากพิจารณาจากการที่ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ “Baa1” โดยให้มีแนวโน้มเชิงลบจากเดิมให้มีแนวโน้ม “มีเสถียรภาพ” เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง

หากในระยะยาวความวุ่นวายทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง เพราะความขัดแย้งทางการเมือง และการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยว จะทำให้อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงถึง 2%

อันตรายมาใกล้ร่างกายคนไทยทุกคนแล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ