
รัฐธรรมนูญชั่วคราวโจทย์พิสูจน์"คสช."
ในจังหวะครบรอบ 2 เดือนของการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ในจังหวะครบรอบ 2 เดือนของการรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ คือ การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และการเปิดงาน “มหกรรมปรองดองสมานฉันท์ คืนความสุขให้คนในชาติ” ที่สนามหลวง
ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดในวันเดียวกันอาจมองได้ด้านหนึ่งว่าเป็นความตั้งใจของ คสช.ที่ต้องการสื่อสารในเชิงสัญลักษณ์ว่านับจากนี้ไปกระบวนการสร้างความสมานฉันท์และการปฏิรูปประเทศได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการ
หน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ออกมามีหลายจุดหลายประเด็นที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวเมื่อปี 2549 อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทางความคิดของ คสช.อย่างมีนัยสำคัญ
“การจัดตั้งรัฐบาล” คสช.มอบให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่ให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เป็นผู้เลือกนายกฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า คสช.ไม่อยากถูกมองว่าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จมากเกินไป ประกอบกับต้องการสร้างความสง่างามในทางการเมืองให้กับนายกฯ คนใหม่
“อำนาจพิเศษของ คสช.” ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2549 กำหนดระยะห่างระหว่างรัฐบาลกับ คมช.เอาไว้ว่าให้ทั้งสองฝ่ายสามารถประชุมปรึกษาหารือกันได้เพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคง
แต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับปัจจุบันมอบอำนาจให้กับ คสช.ไว้อยู่ไม่น้อยตามมาตรา 44 โดยสังเขปว่า “...หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.มีอำนาจสั่งการ ระงับ ยับยั้ง หรือกระทำการใดๆ ได้ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะมีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ” และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำรวมทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่ง หรือการกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมาย...”
“การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” คสช.ขีดเส้นให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2558ภายใต้ 10 ประเด็น ได้แก่ 1.รับรองความเป็นราชอาณาจักร 2.การให้มีการปกครองที่เหมาะสมกับสังคมของไทย 3.การตรวจสอบทุจริต 4.การตรวจสอบมิให้ผู้เคยต้องคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือเคยกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม เข้าดํารงตําแหน่งทางการเมืองอย่างเด็ดขาด
5.ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ปราศจากการครอบงํา โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 6.การสร้างเสริมหลักนิติธรรมและคุณธรรม 7.การปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจ 8.กลไกที่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของรัฐให้เป็นไปอย่างคุ้มค่า9.การป้องกันมิให้มีการทําลายหลักการสําคัญที่รัฐธรรมนูญจะได้วางไว้ และ 10.การผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่างๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป
กรอบของการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ คสช.กำหนดขึ้นทั้ง 10 ประเด็นนั้นเป็นกลไกใหม่ที่แตกต่างกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 อย่างสิ้นเชิง
กล่าวคือ เมื่อปี 2549 คมช.ไม่ได้ขีดเส้นไว้ว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะต้องนำเรื่องใดบ้างมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยปล่อยให้เป็นอำนาจสิทธิขาดของ ส.ส.ร. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่มาในครั้งนี้ คสช.กลับตีกรอบเอาไว้ถึง 10 เรื่อง
การดำเนินการเช่นนี้ คสช.ย่อมไม่อาจปฏิเสธแรงเสียดทานที่จะตามมาได้ เพราะอาจถูกมองว่าได้ตั้งธงเสมือนหนึ่งเป็นการชี้นำคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่หลักของการจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศควรต้องมีฐานมาจากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วยกลไกที่สภาปฏิรูปควรเป็นผู้คิดค้นเอง
ทั้งหมดจึงจะนำมาซึ่งคำถามในระยะยาวว่ารัฐธรรมนูญฉบับถาวรจะเป็นรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่การปฏิรูปประเทศในเชิงโครงสร้างที่แท้จริงได้อย่างไรในเมื่อกลัดกระดุมเม็ดแรกไม่ถูกตั้งแต่ต้น
ดังนั้น นับจากนี้ไปเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักเพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้รับการยอมรับเพื่อป้องกันไม่ให้ใครสามารถหาข้ออ้างแก้รัฐธรรมนูญได้ง่ายๆ อีกในอนาคต







