
"รัสเซีย"เสี่ยงเจอลอยแพตะวันตกเล็งลุยคว่ำบาตรเพิ่ม
กลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตอย่างยิ่งสำหรับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ถูกมองจากนานาชาติ
โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์
กลายเป็นปัญหาลุกลามใหญ่โตอย่างยิ่งสำหรับประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ที่ถูกมองจากนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นชาติตะวันตกอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่สนับสนุนกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนในยูเครน ที่ได้ยิงขีปนาวุธใส่เครื่องบินของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 17 เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา จนส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 298 คน เสียชีวิตยกลำ
ทั้งนี้ เดิมทีนั้นผู้นำแดนหมีขาวก็ตกเป็นเป้าของทั้งสหรัฐและอียูมาตั้งแต่เกิดวิกฤตทางการเมืองในยูเครนก่อนหน้านี้แล้ว ที่เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดี ปูติน ได้ผนวกรวมไครเมียเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย และยังเผชิญข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนที่ได้บุกยึดหลายเมืองทางภาคตะวันออกของยูเครนอีกด้วย
จากความตึงเครียดดังกล่าว ได้ส่งผลให้สหรัฐและอียูออกคว่ำบาตรรัสเซีย โดยในครั้งแรกนั้นส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่และนักการเมืองของรัสเซีย โดยเมื่อดูในรายประเทศนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่าสหรัฐได้ขยายการคว่ำบาตรโดยมุ่งเป้าไปให้กระทบกับเศรษฐกิจของรัสเซียมากขึ้น โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสหรัฐได้มุ่งเป้าไปที่ธุรกิจด้านพลังงานและภาคการเงินของรัสเซีย อย่างเช่น รอสเนฟต์ ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย
ทว่าสำหรับอียูแล้ว การตัดสินใจเพื่อคว่ำบาตรที่เข้มข้นมากขึ้น โดยมุ่งเป้าให้กระทบต่อเศรษฐกิจแดนหมีขาวนั้นยังไม่ออกมาเป็นรูปเป็นร่างนัก เนื่องจากว่าอียูเองก็เสี่ยงที่จะเจอ “บูมเมอแรง” ย้อนกลับมากระทบเศรษฐกิจในภูมิภาคเช่นกัน เนื่องจากอียูนั้นยังต้องพึ่งพารัสเซียอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันและก๊าซ รวมไปถึงการค้า
กระนั้นก็ตาม เหตุการณ์การยิงเครื่องบินพาณิชย์ตกครั้งนี้ “กลับกลายเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย” สำหรับอียู ที่ออกมาแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างเห็นได้ชัดต่อแดนหมีขาว โดยได้เปิดเผยว่า มีการเพิ่มรายชื่อคว่ำบาตรชาวรัสเซียโดยจะเปิดเผยในวันที่ 24 ก.ค.
นอกจากนี้แล้ว ยังนับเป็นครั้งแรกที่บรรดารัฐมนตรีต่างประเทศของอียูได้เรียกคณะกรรมาธิการยุโรปร่างมาตรการคว่ำบาตรที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจของรัสเซียอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการจำกัดการเข้าถึงของรัสเซียในตลาดทุนของยุโรป จำกัดการเข้าถึงทางด้านการทหาร รวมไปถึงภาคพลังงานด้วย
“ผมคิดว่าเรามีผลลัพธ์ออกมาที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นอะไรที่จะทำให้ฮอลแลนด์ ชาวดัตช์พอใจ และจะทำให้ประธานาธิบดี ปูติน ตระหนักว่าคราวนี้พวกเราเอาจริง” ราโดสลาฟ ชิคอร์สกี รัฐมนตรีต่างประเทศโปแลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศที่ต้องการให้มีการออกมาตรการที่เข้มข้นต่อรัสเซีย กล่าว
แม้จะยังเป็นเรื่องที่ยังไม่มีการประกาศออกมาอย่างชัดเจนในการคว่ำบาตรของอียูที่มุ่งเป้าจะกระทบต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย ซึ่งอาจจะต้องมีการประชุมกันระหว่างกลุ่มผู้นำอียูในภายหลัง ทว่าประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แห่งฝรั่งเศส ได้มีท่าทีออกมาแล้วว่าทางฝรั่งเศสกำลังพิจารณาที่จะยกเลิกการขายเรือขนเฮลิคอปเตอร์ไปยังรัสเซียแล้ว
“การคัดค้านของประชาชนอย่างรุนแรงในประเทศอียู อันเนื่องจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้เพิ่มแรงกดดันต่อบรรดาผู้นำอียูที่จะเดินตามสหรัฐและออกมาตรการคว่ำบาตรรอบที่ 3 ต่อรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่อียูหลบเลี่ยงมาตลอด” ทาเทียนา ออร์โลวา นักเศรษฐศาสตร์ของรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ กรุ๊ป ระบุในอีเมล
และท่าทีเหล่านี้ของชาติตะวันตกเหล่านี้นี่เอง นับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างที่รัฐบาลรัสเซียเสี่ยงจะเผชิญกับการถูกปล่อยให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวในเวทีโลก
แน่นอนว่า เป็นที่เห็นได้ชัดอยู่แล้วสำหรับรัสเซียที่ขณะนี้เองก็อยู่มีสภาพที่ไม่สู้ดีนัก เพราะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตภายในยูเครนขึ้นมา เศรษฐกิจของรัสเซียซึ่งเคยเฟื่องฟูกลับมีท่าทีชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกของปีนี้ขยายตัวเพียง 0.9% ในอัตรารายปีเท่านั้น ส่วนไตรมาส 2 การขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับชะงักงัน
นอกจากนี้แล้ว รัสเซียยังเผชิญกับทุนไหลออกมหาศาล โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีแรกมีทุนไหลออกจากรัสเซียไปสูงถึง 7.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว รวมไปถึงดัชนีตลาดหุ้นและค่าเงินรูเบิลก็อ่อนตัวอย่างหนัก จนธนาคารกลางต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ดังนั้นแล้ว หากรัสเซียยิ่งเผชิญกับการคว่ำบาตรเพิ่มเติม และเจอแรงกดดันจากประชาคมโลกที่มีท่าทีลบเช่นนี้อีก แน่นอนว่าจะยิ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของแดนหมีขาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยก่อนที่จะเกิดเหตุเครื่องบินถูกขีปนาวุธสอยนั้น ทางกระทรวงการคลังของรัสเซียออกมาประเมินว่า หากตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม จะกระทบต่อตัวเลขจีดีพีของรัสเซียถึง 0.20.3% เลยทีเดียว
สอดคล้องกับ อเล็กเซีย คูดริน อดีตรัฐมนตรีการคลังของรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจที่ ปูติน ไว้ใจที่สุดคนหนึ่ง ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิทาร์ทาสส์ ของรัสเซีย เตือนว่า การที่รัสเซียยังดึงดันเผชิญหน้ากับชาติตะวันตกก็จะส่งผลกระทบต่อการเมืองและเศรษฐกิจของรัสเซีย รวมไปถึงกองกำลังที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวิกฤตยูเครนก็จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้รัสเซียถูกปล่อยโดดเดี่ยว ซึ่งจะกระทบต่อผลประโยชน์ของธุรกิจรัสเซีย
ทั้งนี้ แม้จะยังไม่มีการพิสูจน์ออกมาว่าฝ่ายไหนยิงเครื่องบินเป็นฝ่ายรัสเซีย ทว่าหลักฐานที่ปรากฏอยู่ตอนนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้รัสเซียเสี่ยงที่จะถูกปล่อยทิ้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวจากประชาคมโลก ดังนั้นจึงเป็นที่ต้องจับตาอย่างยิ่งสำหรับท่าทีของประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ว่าจะเดินไปในทิศทางใดหลังจากนี้







