
การให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล(จบ)
รัฐบาลขิงแก่กับนโยบายบัตรทอง
รัฐบาลขิงแก่กับนโยบายบัตรทอง
รัฐบาล “ขิงแก่” ภายใต้การนำของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้แต่งตั้ง นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข นพ.มงคล เป็นผู้มีส่วนสำคัญในนโยบายนี้ เพราะเป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขในยุคที่รัฐบาลทักษิณเริ่มนโยบายนี้ จึงเป็นผู้แปลงนโยบายสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงยิ่ง น่าเสียดายที่ นพ.มงคล เป็นปลัดกระทรวงสาธารณสุขเพียงปีเดียว แต่โชคดีของประเทศไทยที่ นพ.มงคล ได้กลับมาสานนโยบายนี้ต่อ ซึ่งรัฐบาล “ขิงแก่” ได้ “พัฒนา” นโยบายนี้ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนมากขึ้น ได้แก่ 1) เลิกการเก็บ 30 บาท เพราะเห็นว่าเป็นตัวการสร้างความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ เพราะสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งใช้ค่าใช้จ่ายแพงกว่าระบบบัตรทอง 56 เท่า ไม่มีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมนี้เลย นอกจากนั้น การเก็บ 30 บาท ที่มุ่งเพื่อป้องกันการใช้บริการพร่ำเพรื่อก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะประชาชนคนไทยยังใช้บริการเมื่อเจ็บป่วยต่ำกว่าไต้หวันและญี่ปุ่นถึง 3 เท่า (ปัจจุบันคนไข้ระบบบัตรทองไปใช้บริการเฉลี่ยปีละ 3.6 ครั้ง ญี่ปุ่นกับไต้หวันล้วนมีระบบร่วมจ่าย แต่ประชาชนไปใช้บริการโรงพยาบาลปีละ 12 และ 13 ครั้ง ตามลำดับ) ข้อสำคัญการเก็บ 30 บาท ยังกลายเป็น “กำแพง” กั้นบริการด้วย 2) เพิ่มบริการที่จำเป็นแก่ประชาชนอีกหลายเรื่อง เช่น บริการฟอกไตแก่ผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
และเพื่อให้โรงพยาบาลต่างๆ ได้รับค่าใช้จ่ายเหมาะสมกับภารกิจ จึงมีการเพิ่มอัตราเหมาจ่ายรายหัว หลังจากที่ “อั้น” มาแล้ว 3 ปีติดต่อกัน โดยปรับปรุงอัตราการหักเงินเดือนแก่สถานพยาบาลในกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้ให้บริการราวร้อยละ 80 ของระบบ ได้รับเงินในส่วนของ “ค่าใช้จ่าย” เพื่อการรักษาพยาบาลมากขึ้นอย่างชัดเจน
การเพิ่มบริการที่จำเป็น และเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่สถานพยาบาล มีการศึกษาวิจัยถึงภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต และประโยชน์ที่จะพึงได้รับอย่างเป็นระบบ ทำให้ยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ โดยปัจจุบันค่าใช้จ่ายอยู่ในอัตราร้อยละ 4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross Domestic Product : GDP) เท่านั้น เทียบกับญี่ปุ่น 9.5 และสหรัฐสูงสุดถึงร้อยละ 17.6 ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขของโลกได้ทำการประเมินงานนี้ของไทย และนำเสนอแสดงความชื่นชมไว้ในการประชุมวิชาการนานาชาติเจ้าฟ้ามหิดลเมื่อปีก่อนนี้เอง
รัฐบาลยิ่งลักษณ์กับนโยบายร่วมจ่าย
มีเอกสารที่ทีมงานสาธารณสุขของรัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดทำขึ้น แสดงแผนภาพชัดเจน จะเพิ่มการ “ร่วมจ่าย” กับทุกระบบ ทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาล ประกันสังคม และบัตรทองในอัตราร้อยละ 2030 มีการวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อดำเนินการตามแนวทางนี้ มีการจัดให้ไปศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่น เพื่อไป “ลอกแบบ” ระบบร่วมจ่ายของญี่ปุ่นมาใช้ในประเทศไทย
มูลเหตุจูงใจของนโยบายร่วมจ่าย น่าเชื่อว่าเกิดจากมูลเหตุ 4 ประการ ได้แก่ 1) มีการไปกว้านซื้อโรงพยาบาลเอกชนโดยเฉพาะในต่างจังหวัด มุ่งเป้าเข้ามา “แบ่งเค้ก” จากคนไข้ในระบบบัตรทองซึ่งปัจจุบันอัตราค่าเหมาจ่ายรายหัวและค่าบริการอื่นๆ ต่ำกว่าประกันสังคม และต่ำกว่าระบบสวัสดิการข้าราชการมาก “เนื้อ” ในระบบบัตรทองจึงเป็นเสมือน “เนื้อติดกระดูก” จึงต้องเพิ่มเนื้อ โดยควักจากกระเป๋าประชาชนมา “ร่วมจ่าย” เพื่อเพิ่มเนื้อในส่วนนี้ 2) การร่วมจ่ายในอีก 2 ระบบ คือ ประกันสังคมและระบบบัตรทอง ก็คือการเพิ่มรายได้และกำไรให้แก่กลุ่มทุนในโรงพยาบาลเอกชน 3) สนองตอบนโยบายของบริษัทข้ามชาติ และกลุ่มแพทย์ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนในโรงพยาบาลเอกชนในแพทยสภา 4) สามารถสร้างแนวร่วมในโรงพยาบาลรัฐที่ย่อมได้ประโยชน์จากระบบร่วมจ่ายนี้ด้วย
ระบบร่วมจ่ายของญี่ปุ่น
แท้จริงแล้ว ระบบของญี่ปุ่นแตกต่างจากของไทยมาก
ประการแรก ค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาลของญี่ปุ่นมาจาก 4 แหล่ง ได้แก่ 1) ค่า “เบี้ยประกัน” หรือ “ภาษีประกันสุขภาพ” เก็บจากประชาชนทุกคน (ยกเว้นคนยากจนราว 2 ล้านคน) 28.3% 2) นายจ้างสมทบ 20.1% 3) รัฐบาลจ่ายสมทบ 38.1% (รัฐบาลกลาง 25.9% รัฐบาลท้องถิ่น 12.2%) และ 4) เงิน “ร่วมจ่าย” 13.5%
เงินที่เก็บจากประชาชนรวมแล้วจึงสูงถึง 41.8%
เวลานี้ในประเทศไทยประชาชนร่วมจ่ายในระบบราว 1% เท่านั้น ถ้าเอาอย่างญี่ปุ่นโดยให้ประชาชนร่วมจ่าย 3050% ตามที่เป็นข่าว ก็เป็น “ข่าวร้าย” ของประชาชน
ประการที่สอง ญี่ปุ่นเก็บ “เบี้ยประกัน” จากผู้มีเงินเดือนเหมือนประกันสังคมของไทย ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ประกอบการ แรงงานนอกระบบ ญี่ปุ่นพัฒนาระบบเป็นค่า “ภาษี” ประกันสุขภาพ โดย ส่งบิลเก็บทุกเดือนเหมือนการเก็บค่าไฟฟ้าในไทย แต่ต้องมีระบบคำนวณที่ซับซ้อน ดูจากมิเตอร์เหมือนค่าไฟฟ้าไม่ได้ ถ้าประเทศไทยจะใช้ระบบนี้จะต้องใช้เวลาพัฒนาระบบอีกมาก ฉะนั้นค่า “ร่วมจ่าย” โดยมาก จะต้องเก็บเมื่อไปใช้บริการ ประชาชนจำนวนมากเตรียม “สิ้นเนื้อประดาตัว” ได้
ประการที่สาม ญี่ปุ่นเปิดให้ประชาชนทุกคนไปใช้บริการได้โดยเสรี ยิ่งกว่าข้าราชการของไทย เพราะโรงพยาบาลและคลินิกในญี่ปุ่นราว 80% เป็นของเอกชน ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของญี่ปุ่น เมื่อเทียบกับจีดีพีแล้วสูงกว่าไทยกว่า 2 เท่าตัว เมื่อเทียบเม็ดเงินแล้วแพงกว่าไทยถึง 10.7 เท่า
เพราะเปิดโอกาสให้ไปใช้บริการได้โดยเสรี ญี่ปุ่นจึงมีเหตุผลสมควรในการใช้ระบบ “ร่วมจ่าย” เมื่อไปใช้บริการ ฉะนั้น หากจะ “ลอกแบบ” ญี่ปุ่นมาใช้ ก็จะต้องใช้กับระบบสวัสดิการข้าราชการเท่านั้น
เวลานี้ข้าราชการที่เจ็บป่วย เพียงค่าห้องพิเศษที่ต้องจ่ายเพิ่มส่วนต่าง หากป่วยนานข้าราชการก็แบกรับไม่ไหวแล้ว และเมื่อต้องใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติและแพทย์ไม่พิจารณายกเว้นค่ายาให้ หลายกรณีข้าราชการก็แทบสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว
สำหรับระบบบัตรทองและประกันสังคม เป็นระบบเหมาจ่ายรายหัว กำหนดจุดให้ไปรับบริการ ไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลได้อย่างข้าราชการ ระบบร่วมจ่ายเมื่อไปใช้บริการจึงนำมาใช้ไม่ได้ ถ้าขืนใช้จะเท่ากับบีบบังคับสองต่อ
สรุปแล้วระบบรวมจ่ายของญี่ปุ่น ถ้าจะนำมาใช้ก็ใช้ได้เฉพาะกับข้าราชการเท่านั้น ระบบร่วมจ่ายเท่าที่มีอยู่หลายกรณีก็สร้างความเดือดร้อนแก่ข้าราชการมากแล้ว ถ้าจะให้ร่วมจ่ายร้อยละ 3050 จะไหวหรือ
สรุป
ข้อเสนอให้ร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลจึงเป็นมิจฉาทิฐิ ไม่มีเหตุผลสมควร จะก่อความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนทุกหย่อมหญ้า และเป็นการเดินตามรอยเท้ารัฐบาลยิ่งลักษณ์โดยแท้







