
รีดภาษีนิติบุคคลถมรายได้ไม่เต็ม
การเก็บรายได้ของรัฐบาลในปี 2557 มีปัญหาทำได้ต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเก็บรายได้ของรัฐบาลในปี 2557 มีปัญหาทำได้ต่ำกว่าเป้าจำนวนมาก สาเหตุสำคัญมาจากการเก็บภาษีหลุดจากเป้าหมายเกินคาด เพราะรายได้จากภาษีมีสัดส่วนถึง 7080% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศที่เก็บได้ในแต่ละปี
สำหรับปีงบประมาณ 2557 แม้ว่าจะเหลือเวลาอีกประมาณ 2 เดือนเศษ แต่กรมภาษี 3 กรมก็ประเมินแล้วว่า จะเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าถึง 1.6 แสนล้านบาท โดยกรมสรรพากรเก็บได้ต่ำกว่าเป้า 1 แสนล้านบาท กรมสรรพสามิต 4 หมื่นล้านบาท และกรมศุลกากร 2 หมื่นล้านบาท
แม้ว่าทั้ง 3 กรมภาษีจะเร่งประสิทธิภาพการจัดเก็บในช่วงโค้งสุดท้ายของปีงบประมาณ แต่ในส่วนของกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร คงไม่สามารถจัดเก็บเพิ่มได้มาก เพราะกรมสรรพสามิตไม่สามารถปรับเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลได้ตามแผน ทำให้สูญเงินภาษีไปเดือนละ 9,000 ล้านบาท ขณะที่กรมศุลกากรได้รับผลกระทบจากการนำเข้าหดตัวอย่างรุนแรงตามภาวะ ทำให้เก็บภาษีนำเข้าหลุดเป้าจำนวนมาก
ดังนั้น การเร่งเครื่องเก็บภาษีในช่วงโค้งสุดท้ายภาระจึงตกหนักอยู่กับกรมสรรพากร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะที่ผ่านมากรมสรรพากรประเมินผิดพลาดหลายอย่าง ตั้งแต่การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 20% ทำให้สูญเสียเงินภาษีไปปีละ 1.5 แสนล้านบาท แต่กลับไม่สามารถขยายฐานภาษีนิติบุคคลเพิ่มได้มากอย่างที่คาดไว้
ตามมาด้วยการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ซอยจาก 5 อัตรา เป็น 7 อัตรา และลดอัตราสูงสุดจาก 37% เป็น 35% ซึ่งเดิมคาดว่าจะทำให้สูญเสียเงินภาษี 2 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อยื่นแบบและชำระภาษีจริง ปรากฏว่าสูญถึง 4 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็ต่ำกว่าเป้า เนื่องจากการบริโภคชะลอตามเศรษฐกิจ การนำเข้าหดตัว ทำให้ยอดจัดเก็บภาษีหลุดเป้า โดย 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2557 กรมสรรพากรเก็บภาษีรวมแล้วต่ำกว่าเป้า 9.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ภาษีมูลค่าเพิ่มต่ำกว่าเป้า 4.2 หมื่นล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าเป้า 3.7 หมื่นล้านบาท และภาษีบุคคลธรรมดาต่ำกว่าเป้า 8,800 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ความพยายามของกรมสรรพากรในการรีดภาษีเพิ่มหลายอย่างก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งการเก็บภาษีจากเต็นท์รถ เก็บภาษีจากการค้าขายออนไลน์ และการเก็บภาษีจากผู้ซื้อรถราคาเกิน 3 ล้านบาท และผู้ที่มีบ้านราคาเกิน 40 ล้านบาท ต้องล้มไม่เป็นท่า และคิดในแง่จำนวนเงินที่จะจัดเก็บภาษีได้ ก็จำนวนไม่มาก ในทางกลับกัน มาตรการดังกล่าวกลับสร้างความตื่นตระหนกต่อบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย ต่างไม่กล้าซื้อบ้าน ทำให้กรมสรรพากรต้องกลืนเลือดพับแผนดังกล่าวไป
ล่าสุดกรมสรรพากรหวังรีดภาษีเพื่อปิดหีบงบประมาณ 2557 โดยการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบผลการดำเนินงานครึ่งปี 2557 ที่ต้องยื่นแบบและชำระภาษีในเดือน ส.ค.ที่จะถึงนี้ หากรีดภาษีได้เกินเป้ามาก ก็พออุ่นใจได้ว่า ทั้งปีงบประมาณจะได้ต่ำเป้าไม่เกินกว่า 1 แสนล้านบาท ตามที่เคยรายงานกระทรวงการคลังไว้
กรมสรรพากรจึงเล่นบทเข้มกับผู้ประกอบการตั้งแต่ยังไม่เริ่มยื่นเสียภาษีกลางปี โดยเตือนนิติบุคคลที่จะยื่นแบบเสียภาษีกลางปี ให้ประเมินกำไรทั้งปีให้รอบคอบ แม้ว่าครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไม่ดี แต่ครึ่งปีหลังแนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้นหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ เศรษฐกิจที่เคยคิดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% ตอนนี้ประเมินว่าครึ่งปีหลังจะขยายตัวได้ถึง 3.5% จะทำให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวมากขึ้น
ดังนั้น นิติบุคคลไม่ควรใช้วิธีนำผลกำไรของครึ่งปีแรกไปคูณสอง เพื่อมาคำนวณเสียภาษี เพราะอาจคลาดเคลื่อนเสียภาษีต่ำกว่าเป็นจริงเกิน 25% ซึ่งตามกฎหมายของกรมสรรพากรจะทำให้เสียค่าปรับ 20% ของภาษีที่เสียขาดไป
ยกตัวอย่างเช่น นิติบุคคลมีกำไรครึ่งปีแรกเสียภาษี 100 บาท ก็มักจะคิดไปเลยว่าครึ่งปีหลังจะเสียภาษี 100 บาท รวมทั้งปี 200 บาท แต่ในความเป็นจริง ครึ่งปีหลังอาจมีกำไรมากขึ้นต้องเสียภาษี 350 บาท ทำให้ทั้งปีต้องเสียภาษี 450 บาท ครึ่งปีแรกผู้ประกอบการจึงต้องยื่นเสียภาษี 225 บาท ไม่ใช่ 100 บาท นอกจากนี้การประเมินภาษีต่ำเกิน 25% ของภาษีที่ต้องเสียจริง ทำให้นิติบุคคลจะโดนค่าปรับ 20% ของภาษีที่ขาดไป 250 บาทด้วย
แม้ว่ากรมสรรพากรจะระบุว่าเป็นการเตือนตามปกติ แต่การออกมาลงรายละเอียดถึงขั้นเทคนิคนั้น กรมสรรพากรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า จะเอกซเรย์การเก็บภาษีนิติบุคคลเป็นพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กรมสรรพากรยังมีแผนเชิญบริษัทผู้ตรวจสอบทำบัญชีทั่วประเทศกว่า 1 หมื่นราย มาหารือทำความเข้าใจในวันที่ 30 ก.ค.นี้ พูดง่ายๆ คือ ขอความร่วมมือผู้สอบบัญชีอย่าทำตัวเลขทางบัญชีให้กับนิติบุคคลเพื่อเสียภาษีต่ำกว่าเป็นจริง หากไม่ได้รับความร่วมมือ ผู้ตรวจสอบบัญชีอาจจะโดนหางเลขไปด้วย
ขณะเดียวกัน ได้มีการกำชับสรรพากรทั่วประเทศให้เก็บข้อมูลของผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย นำผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมามาเปรียบเทียบกับการเสียภาษีล่าสุดว่าต่ำจนมีนัยน่าสงสัยว่าเสียภาษีไม่ถูกต้องหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การรีดภาษีนิติบุคคลเพื่อเพิ่มรายได้จะได้มากเป็นกอบเป็นกำไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรงคาดว่าทั้งปียังเก่งก็โตเกิน 2% เล็กน้อย จากเดิมที่คาดว่าโตได้เกิน 3% และเศรษฐกิจครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะขยายตัวดี ก็อาจจะไม่ได้อย่างที่คาด ทำให้ผลประกอบการนิติบุคคลออกมาไม่สวยอย่างที่กรมสรรพากรคิดไว้ การรีดภาษีเงินได้นิติบุคคลให้มากขึ้นจึงเป็นเรื่องยาก
สำหรับการเล่นบทเข้มกับผู้ตรวจสอบบัญชีในภาวะที่เศรษฐกิจแย่นั้น การที่ผู้ประกอบการรายได้หดกำไรหาย ผู้ตรวจสอบบัญชีแทบจะไม่ต้องแต่งบัญชีให้ผู้ประกอบการ เพราะกำไรน้อยอยู่แล้ว และบางรายก็ขาดทุนจนไม่ต้องเสียภาษี การเข้มกับผู้ตรวจสอบบัญชีจึงควรดำเนินการในช่วงที่เศรษฐกิจบูม ผู้ประกอบการมีกำไรก้อนโต ซึ่งผู้ตรวจสอบบัญชีจะมีส่วนช่วยทำบัญชีให้ผู้ประกอบการเสียภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ฉะนั้น การเล่นบทเข้มกับผู้ตรวจสอบบัญชีในช่วงนี้เพื่อหวังจะรีดภาษีได้เพิ่ม ก็ไม่น่าเป็นผล
ดังนั้น การไล่รีดภาษีนิติบุคคลของกรมสรรพากรครั้งนี้ จึงถือว่าเป็นความพยายามสร้างผลงาน เพิ่มประสิทธิภาพ เพียงให้ คสช.ได้เห็น ส่วนผลงานเป็นตัวเงินภาษีคงนับได้ยาก เพราะคงได้เงินภาษีเพิ่มไม่มากอย่างที่วาดหวังไว้







