
"หม่อมอุ๋ย"จุดพลุดันไทยศูนย์กลางการค้า
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...เสาวรส รณเกียรติ
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ที่ปรึกษาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝ่ายเศรษฐกิจ เสนอแนวคิดที่จะให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางการค้า” หรือ Trading Nation
ก่อนหน้านี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เคยเสนอแนวคิดดังกล่าว แต่เป็นระดับอาเซียน เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
มาครั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นำมาเสนออีกครั้ง เพื่อฝ่าปัญหามากมายในช่วงที่ผ่านมาจนฉุดเศรษฐกิจให้เติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ต้องไม่ลืมว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาไทยเผชิญตั้งแต่ความขัดแย้งทางการเมือง น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ผนวกกับเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เริ่มจากปัญหาซับไพรม์ในสหรัฐ ลามไปถึงกลุ่มประเทศยุโรป ส่งผลให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาพลุ่มๆ ดอนๆ บางปีขยายตัวได้สูงถึง 7% แต่ก็มีหลายปีที่อัตราขยายตัวตกต่ำ บางปีติดลบ
ผลคือตั้งแต่ปี 25522556 หรือ 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยได้เพียง ปีละ 2.6% เท่านั้น
โฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ ให้ความเห็นว่า หากไม่ทำอะไรเลย ไทยจะตกอยู่ในกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปเรื่อยๆ ไม่สามารถยกระดับให้ประชากรในประเทศมีรายได้สูงขึ้นได้
ทั้งนี้ เนื่องจากไทยกลายเป็นประเทศที่มี ต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น ผนวกกับการขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก โดยเฉพาะแรงงาน ช่างฝีมือ ทำให้ไทยสูญเสียนักลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศไปให้กับหลายประเทศในอาเซียน
ด้วยเหตุนี้ที่ผ่านมาจึงมีความพยายาม ที่จะกำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ เพื่อฝ่าวงล้อมปัญหาดังกล่าว ก้าวให้พ้นกับ ดักประเทศรายได้ปานกลางนี้ออกไปให้ได้
แนวคิดการเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางการค้า หรือ Trading Nation จึงถูก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร หยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง โดยคาด หวังว่าจะให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ปีละ 56% เป็นอย่างต่ำ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า ถ้าประเทศไทยไม่ทำอะไรเลยเราแพ้แน่ ส่วนแบ่งการตลาดในตลาดโลกจะลดลงเรื่อยๆ เพราะต้นทุน ของไทยนั้นสูงจากค่าแรงและการขาดแคลนแรงงาน
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเริ่มมี ความเป็นศูนย์กลางการค้าบ้างแล้ว แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและโดยการขับเคลื่อนของภาคเอกชนเอง หลายอุตสาหกรรมของไทยได้กลายเป็นธุรกิจการค้าระดับสากล เช่น อุตสาหกรรมผลิตกระเบื้องของกลุ่มเอสซีจี ผลิตภัณฑ์เซรามิกและเมลามีนของ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ รวมทั้งอุตสาหกรรมผลิตรถปิกอัพ ทั้งหมดนี้ผู้ผลิตของไทยล้วนเป็นอันดับ 1 ของโลก หรือแม้แต่อุตสาหกรรมน้ำตาลที่แม้จะเป็นอันดับ 2 ของโลก รวมทั้งการผลิตอีโคคาร์ที่กำลังจะตามมา โดยอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรมได้ขยายการลงทุนออกไปตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศแล้ว
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เห็นว่าเมื่อมีแนวโน้ม อยู่แล้ว หากภาครัฐเข้าไปช่วยเสริมและ สนับสนุนอย่างจริงจัง ประเทศไทยก็สามารถก้าวเป็นศูนย์กลางการค้าได้ด้วยการแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ เช่น ปรับปรุงระบบภาษี ปรับปรุงกฎระเบียบการค้าให้เสรีมากขึ้น สนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาตั้งสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานตัวแทนในไทย เพื่อเป็น ตัวกลาง ในการกระจายการลงทุนและการค้าในไทยได้มากยิ่งขึ้น ให้คู่ค้าทำการค้าได้ง่ายขึ้น มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมและขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การทำรถไฟทางคู่ เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เสียใหม่ เพื่อสนับสนุนให้นักลงทุนรายใหญ่ของไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งการไป ตั้งสำนักงานบีโอไอในกัมพูชาและพม่า เพื่อสนับสนุนพัฒนาการค้าชายแดนมากขึ้น
ทั้งนี้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า การเป็นศูนย์กลางทางการค้าไม่ได้หมายถึงว่าไทยจะละทิ้งการลงทุนด้านอุตสาหกรรมที่มีอยู่ เพียงแต่จะต้องไปเน้นการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่องการเป็นศูนย์กลางการค้านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานหอการค้าไทย ซึ่งเคยร่วมอยู่ในคณะทำงานเรื่องการจัดตั้งธุรกิจการค้า (Trading Company) เมื่อปี 2533 สมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ที่ขณะนั้นถึงขั้นบีโอไอให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อจัดตั้งบริษัทการค้าระหว่างประเทศนานถึง 5 ปี แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเพราะประสบปัญหาหลายด้าน นับตั้งแต่เรื่องการสื่อสาร โทรคมนาคม ที่ไทยสู้กับสิงคโปร์หรือฮ่องกงไม่ได้ ถูกสิงคโปร์ ฮ่องกง ทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น
ผ่านมา 30 ปี พรศิลป์ เห็นว่า แม้ว่า การสื่อสาร โทรคมนาคม หัวใจสำคัญของการเป็นศูนย์กลางการค้าของไทยดีขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ไทยก็ยังต้องแก้ปัญหาหลักอีกหลายด้าน
ด้านหนึ่งที่สำคัญที่สุดเห็นจะไม่พ้นเรื่องคนไทยที่ต้องมีหัวการค้าและต้องไม่โกง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือทางการค้า
“การเป็นประเทศศูนย์กลางทางการค้าได้ คนในประเทศนั้นจะต้องมีหัวการค้ามากๆ อย่างญี่ปุ่น ที่วัฒนธรรมของเขาแต่ดั้งเดิมชอบทำการค้า เขาถึงได้ประสบความสำเร็จ” พรศิลป์ ระบุ
นอกจากนี้ การเป็นศูนย์กลางทางการค้าของไทยไม่ควรจะเป็นเพียงนายหน้า คือนำสินค้าจากประเทศหนึ่งมาขายให้กับอีกประเทศหนึ่งแล้วบวกกำไรเท่านั้น เพราะถ้าทำเช่นนั้นไม่ถึง 5 ปี ไทยจะแย่เอง แต่การเป็นศูนย์กลางทางการค้าไทยจะต้องมีการเพิ่มมูลค่าสินค้า ด้วยการมีเทคโนโลยีการผลิตมาสร้างมูลค่าเพิ่มในโรงงานที่ไปตั้งในประเทศ ที่มีต้นทุนค่าแรงต่ำกว่าไทย เพื่อให้สินค้านั้นสามารถขายไปได้ทั่วโลก
และแม้จะเห็นว่าเป็นทิศทางเศรษฐกิจ ที่มีความเป็นไปได้ แต่ พรศิลป์ ก็เห็นว่า หากทำจริงก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปีกว่าจะปรับโครงสร้างได้ โดยเฉพาะในเรื่องคน
หลังจากรัฐธรรมนูญชั่วคราวประกาศใช้แล้ว จะต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมารับไม้บริหารประเทศต่อจาก คสช.
น่าติดตามว่ารัฐบาลชุดนี้จะหยิบยกแนวคิดเรื่องศูนย์กลางทางการค้าของที่ปรึกษา คสช. อย่าง ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล มาสานต่อเป็นยุทธศาสตร์ประเทศหรือไม่







