
คนชายขอบแฉถูกข่มขืนยังแจ้งความไม่ได้
เครือข่ายคนชายขอบร้องสารพัดทุกข์ เผยถูกข่มขืน-รถชนแจ้งความไม่ได้ แนะรัฐตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จแก้ปัญหา
เครือข่ายคนชายขอบร้องสารพัดทุกข์ เผยถูกข่มขืน-รถชนแจ้งความไม่ได้ แนะรัฐตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จแก้ปัญหา
การประชุมหารือร่วมกันระหว่าง เครือข่ายชาวเล เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น และสมาพันธ์ชาวกะเหรี่ยงแห่งสยาม พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ นางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา นางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไทย กับพล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ หัวหน้าคณะทำงานเตรียมการปฎิรูป ตัวแทนปลัดกระทรวงกลาโหม ที่มารับเรื่องร้องเรียน เป็นไปด้วยดีและน่าติดตามถึงการแก้ปัญหาที่กลุ่มคนไทยเหล่านี้ได้สะท้อนออกมา
นายไมตรี จงไกรจักร์ ผู้แทนเครือข่ายชาวเล กล่าวว่าขณะนี้ชาวเลในจังหวัดอันดามันเหลืออยู่ 12,000 คนซึ่งเป็นชนกลุ่มสุดท้ายในประเทศไทย โดยมีประวัติศาสตร์อยู่ในพื้นที่มายาวนานไม่น้อยกว่า 300 ปี แต่กำลังประสบปัญหาเรื่องถูกแย่งสิทธิในที่ดิน เพราะเดิมทีชาวเลมักคิดว่าอยู่ในที่ดินได้โดยไม่ต้องมีเอกสารอะไร แต่เมื่อกระแสการท่องเที่ยวรุกเข้ามา ทำให้ถูกแย่งชิงที่ดิน ซึ่งขณะนี้กำลังเกิดความรุนแรงใน 4 ชุมชน เช่น ชาวเลบนเกาะพีพี จังหวัดกระบี่ 44 ครอบครัวกำลังถูกไล่ที่ เช่นเดียวกับชาวเลที่หาดราไวย์ก็ถูกฟ้องร้อง 101 คดี เพื่อขับไล่ออกจากพื้นที่ 19 ไร่ซึ่งชาวเลอยู่กันมานานก่อนปี 2502 ก่อนการออกโฉนดของนายทุน ขณะที่ชาวเลบนเกาะหลีเป๊ะ 150 ครอบครัวก็กำลังเดือดร้อน เพราะสค.1 ที่เคยครอบครอง เมื่อเป็นนส. 3 กลายเป็นชื่อคนอื่นหมด เนื่องจากถูกโกงและถูกหลอกขายในราคาถูก โดยมีการข่มขู่ทุกรูปแบบ
นายไมตรีกล่าวว่า ขณะนี้วิถีชีวิตของชาวเลต้องทำมาหากินอยู่ในทะเล แต่ก็มักถูกจับ และพื้นที่จอดเรือก็ถูกโรงแรมจับจองไม่ยอมให้เข้าไปจอดเรืออีก เช่นเดียวกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรม หรือแม้แต่หลุมฝังศพก็ถูกรุกราน ดังนั้นเครือข่ายจึงเรียกร้อง 1.ทำอย่างไรคดีความที่ชาวบ้านกำลังถูกฟ้องร้องจึงจะสามารถชะลอได้ 2.อยากให้มีมติคณะรัฐมนตรีที่ครอบคลุมหรือยกระดับเป็นกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหา 3.ขอให้ฟื้นคณะกรรมการอำนวยการชาวเลขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งทราบว่าขณะนี้พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้าคสช.ได้เสนอเรื่องไปแล้ว แต่ยังไม่มีการลงนาม 4.ขอให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาดูแลหาข้อเท็จจริงกรณีความขัดแย้งเรื่องที่ดิน 5.ควรมีการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล 6.อยากให้มีการออกพระรากฤษฎีกาเขตวัฒนธรรมพิเศษเพื่อคุ้มครองชาวเล
นางรสิตา ซุยยัง ผู้แทนเครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น พวกตนเป็นคนไทยที่เดินทางมาจากดินแดนที่สูญเสียให้ต่างชาติโดยตนเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว โดยตั้งแต่เดินเท้าเข้ากทม.จนกระทั่งได้มีการแก้ไขกฎหมายสัญชาติซึ่งคิดว่าเป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย แต่ผ่านมาแล้ว 2 ปี กลับพิจารณาคืนสัญชาติได้เพียง 2 พันคน ขณะที่มีคนไทยพลัดถิ่นที่มาลงทะเบียนไว้กว่า 1.8 หมื่นคน ทำให้ชาวบ้านต้องได้รับความเดือดร้อน จะเดินไปออกไปไหนก็ถูกจับ แม้กระทั่งบางคนถูกข่มขืนก็แจ้งความไม่ได้ เพราะตำรวจบอกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายจึงมีความผิด บางคนถูกรถชนก็แจ้งความไม่ได้ ขณะเดียวกันมีหลายรายที่ได้สัญชาติแล้ว แต่ชื่อของพ่อแม่ในทะเบียนบ้านยังถูกระบุว่าเป็นคนพม่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรแก้ไข
นางรสิตา กล่าวว่าเครือข่ายอยากเรียกร้องให้มีคำสั่งจัดทำศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ เพราะที่จะได้แก้ปัญหาอย่างรวดเร็วที่สุด และอาจมีคณะทำงานระดับพื้นที่ ซึ่งพวกตนพร้อมที่จะเข้าไปช่วยตรวจสอบเพราะทราบดีว่าใครเป็นตัวจริงตัวปลอม และรู้สึกเป็นห่วงในเรื่องการสวมสิทธิ์และความมั่นคงของประเทศ
ขณะที่นายพงศ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ กรรมการสมาพันธ์ชาวกะเหรี่ยงแห่งสยาม กล่าวว่าการที่คสช.มีประกาศฉบับที่ 64 เรื่องการปราบปรามผู้บุกรุกป่าโดยให้หน่วยงานต่างร่วมกันทำงาน แต่ได้ระบุไว้ในการไม่ให้ประชาชนที่ยากจนและอยู่มาก่อนได้รับผลกระทบ ซึ่งในทางปฎิบัติในหลายพื้นที่กลับไม่มีการแยกแยะ ว่าใครอยู่มาก่อนอุทยาน หรือใครบุกรุกอุทยาน ขณะนี้ชาวบ้านโดยเฉพาะคนกะเหรี่ยงต่างรู้สึกกังวลใจ เนื่องจากเป็นฤดูปลูกข้าว แต่กลัวว่าจะถูกกล่าวหาและจับกุมว่าบุกรุกป่าทั้งๆที่อยู่มาก่อน เนื่องจากระดับปฎิบัติมีปัญหา
“อยากให้มีการฟื้นฟูวิถีชีวิตและวัฒนธรรมเหมือนที่เขียนไว้ในมติคณะรัฐมนตรีปี 2553 รวมถึงการออกกฎหมายที่ดิน 4 ฉบับ ที่เร่งด่วนคือต้องกำชับเจ้าหน้าที่ระดับปฎิบัติให้หยุดข่มขู่ชาวบ้าน และอยากให้ช่วยติดตามและตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการหายตัวของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้ชาวกะเหรี่ยง ที่ถูกอุทยานฯควบคุมตัวไว้ ก่อนที่จะหายตัวไป”นายพงศ์พิพัฒน์ กล่าว
ด้านพล.ร.อ.ชุมนุมกล่าว่า จะนำเสนอปัญหาเหล่านี้เข้าไปไว้ในฐานข้อมูล และส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาต่อไป







