posttoday
"พร้าวโมเดล"พลิกตำราคืนคุณค่าสู่สังคม

"พร้าวโมเดล"พลิกตำราคืนคุณค่าสู่สังคม

22 กรกฎาคม 2557

ถ้าทุกตำบลมีพี่เลี้ยง ทุกหน่วยงานมีกลไกสนับสนุนการวิจัยแบบนี้ งบประมาณจะไม่เสียเปล่า

โดย....เจษฎา จี้สละ

คงเป็นเรื่องน่าเสียดาย หาก 'องค์ความรู้' ที่มีอยู่ในสถาบันศึกษา ถูกขีดกรอบตีเส้นสร้างเป็นตำรา ขาดการการพัฒนาต่อยอดสร้างผลประโยชน์กับสังคม ลำพังการนำความรู้ไปสู่ชุมชนก็ยังไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ในสังคมไทย เพราะขาดความสอดคล้องระหว่างบริบทของปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับทฤษฏีทางวิชาการ จุดผสานความร่วมมือของนักวิชาการและชาวบ้านจึงเป็นทางออกที่จะสร้างวิถีการพัฒนาที่ยั่งยืน

"พร้าวโมเดล เกิดจากความต้องการของชุมชน'" รศ.นพ.นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวนำเข้าสู่ที่มาของโครงการ 'พร้าวโมเดล' พร้อมอธิบายว่า โครงการดังกล่าวเริ่มต้นในปี 55 นับจากกรณีที่เมืองพร้าวประสบกับปัญหาหมอกควันอย่างหนัก จนมีการร่วมกลุ่มของชาวบ้านยืนเรื่องต่อ มช. ให้เข้ามาช่วยเหลือและร่วมจัดการปัญหาดังกล่าว นักวิชาการ มช. จึงเข้ามามีบทบาทกับชุมชนเมืองพร้าวนับแต่นั้น  กอปรกับการติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนก่อเกิดนโยบายที่จะสร้างโครงการที่แก้ปัญหา พร้อมพัฒนาเมืองพร้าวอย่างเป็นระบบ ในที่สุดจุดเป็น 'พร้าวโมเดล'

"มช.สร้างคนมานานกว่า 50 ปี สร้างบัณฑิตไปไม่น้อย เราจึงย้อนถามกับตัวเองว่า ที่ผ่านมาเราตอบแทนสังคมน้อยเกินไปหรือไม่ 50 ปี ควรจะคืนสิ่งดีๆ ให้กับสังคมมากขึ้น"อธิการบดีกล่าว

สอดคล้องกับทิศทางในการดำเนินงานของคณะทำงานในพื้นที่ รศ.ดร.อาวร โอภาสพัฒนกิจ ผอ. กล่าวว่า การดำเนินงานในภายใต้โครงการ 'พร้าวโมเดล' ขับเคลื่อนโดยการยึด 'โจทย์' ของชาวบ้านเป็นตัวตั้ง จากนั้นจึงใช้ข้อมูลที่ชาวบ้านและนักวิชาการร่วมกันวิจัย แล้วจึงปฏิบัติการแก้ปัญหา จะเห็นว่านักวิชาการไม่ได้เข้าในฐานผู้ให้ความรู้ แต่ต้องศึกษาไปพร้อมชาวบ้าน แล้วนำศาสตร์ที่ตนเองเชี่ยวชาญมาบูรณาการในการแก้ปัญหา "นักวิชาการต้องร่วมหาข้อมูลกับชาวบ้าน ถ้านักวิชาการไม่ได้ทำงาน มีแต่ทฤษฏีก็ไม่เวิร์ก ชาวบ้านไม่เอา"

เครื่องมือที่ใช้ในการแก้โจทย์ต่างๆ ที่เกิดจากความต้องการของชาวบ้าน จึงเป็นไปในลักษณะ 'ระบบบริหารจัดการวิชาการรับใช้สังคม' ที่ไม่ใช่การยัดเยียดความรู้ให้กับชุมชน แต่เป็นการทำงานร่วมกัน โจทย์เดียวกัน หาข้อมูล คิด  และปฏิบัติการร่วมกัน สุดท้ายทุกฝ่ายเติบโต ต้องเท่าเทียมกันระหว่างนักวิชาการและชาวบ้าน นักวิชาการไม่ดำรงตนเป็นผู้รู้ที่อยู่เหนือกว่า 'วันใดที่ทีมนักวิชาการหลุดออกไป ชาวบ้านต้องเดินต่อได้'

"พร้าวโมเดล"พลิกตำราคืนคุณค่าสู่สังคม

ทั้งนี้มีโครงการในระยะแรก 3 โครงการ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์  การสืบค้นภูมิปัญญาเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน และการต่อต้านยาเสพติด โดย 2 โครงการแรกได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก มช. และ สกว. ส่วนโครงการที่ 3 มีการดำเนินงานแต่เดิมอยู่แล้ว

ส่วนภาพฝันวันหน้าคือการต่อยอดโครงการเดิมที่มีอยู่ให้ยั่งยืน รศ.ดร.อาวร ยึดคำที่อธิการบดีเคยว่าไว้ ' นักวิชาการมช. มาทำดีแล้ว แต่ต้องทำให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้ เพราะซักวันเราก็ต้องออกไป พร้าวควรจะทำให้ดีขึ้น เพื่อเป็นต้นแบบให้กับอมก๋อย ศรีบัวบาน และพื้นที่รอบมช.ต่อไป"  จึงมุ่งหมายให้นักวิชาการและชาวบ้านที่เคยร่วมกันทำวิจัยโครงการพร้าวโมเดลในระยะแรก ผันตัวเป็นพี่เลี้ยงในการขับเคลื่อนโครงการต่อไปในระยะที่ 2

"ถ้าทุกตำบลมีพี่เลี้ยง ทุกหน่วยงานมีกลไกสนับสนุนการวิจัยแบบนี้ งบประมาณจะไม่เสียเปล่า เสน่ห์ของงานวิจัยอย่างนี้คือการสร้างคน ตัวความรู้เป็นเรื่องรอง"

นอกจากนั้นแนวโน้มความเป็นไปได้ของโครงการต้นแบบนี้ มช. มีแนวคิดก่อตั้ง 'สถาบันเพื่อการพัฒนา' ในสังกัดมช. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการนำนักวิชาการเข้าพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงแก้ปัญหาร่วมกับชาวบ้าน ย้ำจุดยืนให้ชาวบ้านเป็นผู้เสนอโจทย์ นักวิชาการเข้าศึกษาร่วม เมื่อชาวบ้านสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ นักชาการจะนำข้อมูลที่ได้มาสกัดองค์ความรู้และถ่ายทอดสู่เนื้อหาวิชาการ นักศึกษาได้เรียนรู้สิ่งใหม่ กลายเป็นระบบที่สร้างคุณค่าแก่ทุกฝ่าย 'ชาวบ้านได้ประโยชน์ นักชาการ นักศึกษา และมหาวิทยาลัยได้ประโยชน์'

"พร้าวโมเดล"พลิกตำราคืนคุณค่าสู่สังคม

นายถิรสิน ใจปะ ผู้นำกลุ่มผู้ผลิตพืชเกษตรอินทรีย์ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ หรือผู้นำแบรนด์ 'ป้าว เกษตรอินทรีย์' ข้าวหอมนิล 100% ภายใต้โครงการวิจัยการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการผลิตพืชและการตลาด พร้าวโมเดล เผยว่า การร่วมงานกับ มช. สามารถยกระดับสมรรถภาพการผลิตของกลุ่มได้ดีขึ้น ต่างจากการทำวิจัยของสถาบันอื่นที่ผ่านมา ซึ่งเข้ามาศึกษาพื้นที่ จนได้ความรู้แล้วจากไป ชุมไม่ได้ประโยชน์ใด แต่กับ มช. คือการร่วมคิด ร่วมศึกษา จนได้มาซึ่ง 'ป้าว เกษตรอินทรีย์'

โจทย์ของโครงการนี้คือ 1.) จะแปรรูปอย่างไร โดยการสีข้าวที่จะสามารถพึ่งตนเองได้ 2.) การสร้างแพ็กเกจ  3.)การหาตลาด และ 4.) ลดต้นทุนในการผลิต  ต่อโจทย์นี้มีผู้เกี่ยวข้องในหลายส่วน เริ่มจากถิรสินที่หาทางออกในการแปรรูป โดยการติดต่อกับโรงสีในพื้นที่ และของบประมาณจากเทศบาลในการก่อตั้งโรงสีของตนเอง ส่วนนักวิชาการที่เข้ามามีบทบาทสำคัญคือ นายสมชาย วงศ์สุริยศักดิ์ อาจารย์ประจำคณะอุตสาหกรรมเกษตร มช. ผู้เข้ามาร่วมผสานกระบวนการออกแบบแพ็กเกจและตราของกลุ่ม รวมถึงการประสานร้านค้า(modern trade)กับชาวบ้าน ในช่วงทดลองตลาดก่อนนำสินค้าออกจำหน่ายจริง

"นักวิชาการเป็นตัวประสาน  ชาวบ้านอยากสร้างระบบ เราพาไปที่ร้าน หาลู่ทางติดต่อกับร้าน  แต่เราร่วมวิเคราะห์ตั้งแต่กระบวนการผลิต ความแตกต่างระว่างงานวิชาการเปรียบเทียบวิธีที่เขาทำ อันไหนขาดเราหนุนเสริม" อ.สมชายกล่าว

ส่วนการลดต้นทุนได้รับความร่วมมือจากอาจารย์คณะบริหาร มช. ในการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตและการกำหนดราคาที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลกำไรให้เกษตรกร

"พร้าวโมเดล"พลิกตำราคืนคุณค่าสู่สังคม

สำหรับโครงการสืบค้นภูมิปัญญาฯ นางกันยา เบิกบาน ครูประจำโรงเรียนสหกรณ์ดำริ ต.น้ำแพรก อ.พร้าว กล่าวว่า มช. เป็นผู้สนับสนุนในด้านงบประมาณ อุปกรณ์การเรียน และบุคลากร ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นอาศัยการบูรณาการกับวิทยากรท้องถิ่นร่วมด้วย โดยเฉพาะการค้นคว้าและเรียนรู้ภูมิปัญหาที่มีในท้องถิ่น เช่น พิธีตานเต้าทั้งสี่ ไหว้ผีบ้านผีเฮือน และการตานก๋วยสลาก กอปรกับการส่งเสริมให้นักเรียนผลิตสื่อแอนนิเมชั่น ซึ่งมีอาจารย์จากคณะวิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี มช. มีช่วยสอน เพื่อสื่อสารวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นไปยังประชาชนภายนอก 'เพราะเมื่อพร้าวมีความพร้อมในด้านการท่องเที่ยวยิ่งขึ้น  จะมีมักคุเทศน์ที่มีความภูมิใจในภูมิปัญญาของตนเอง พร้อมที่จะบอกเล่าความดีงามของเมืองพร้าว

นอกจากนั้นภายใต้โครงการสืบค้นภูมิปัญญาฯ ยังกระตุ้นให้เกิดการสืบสารภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านอื่น เช่น การขับซอ โดยนางสมหมาย คำมาเรือน การตีมีดแบบโบราณ โดยนายอินคำ สิทธิพร อายุ 72 ปี ผู้ตีมีดเจ้าสุดท้ายใน ต.น้ำแพรก อ.พร้าว ฯลฯ เหล่านี้คือภูมิปัญญาที่น่าหลงใหลของเมืองพร้าว ซึ่งก้าวต่อไปคือการนำเสนอต่อสายตาของผู้มาเยือน ส่วนหนึ่งของวิถีการอนุรักษ์  ไม่ใช่การเก็บของดีมีค่าให้พ้นสายตาผู้คน แต่เป็นการร่วมกันรักษาและสืบสารพัฒนาให้ยั่งยืน

สุภาษิตจีนโบราณกล่าวไว้ว่า 'ถ้าให้ปลาแก่เขา เขาจะมีปลากินเพียงวันเดียว แต่ถ้าสอนวิธีจับปลา เขาจะมีปลากินตลอดชีวิต'

หากเปรียบ 'ปลา' คือการพัฒนา จะไม่ดีกว่าหรือ หากเราจะเรียนรู้วิธีจับปลาที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน เพราะนักวิชาการและชาวบ้านต่างไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการจับปลา  การค้นคว้าองค์ความรู้ร่วมกันจึงเป็นทางออก เพื่อท้ายสุดทุกฝ่ายจะได้ 'ปลา' เช่นเดียวกัน

ชุมชนได้รับการแก้ไขปัญหา  อาจารย์ นักศึกษา มหาวิทยาลัยได้พัฒนาองค์ความรู้

"พร้าวโมเดล"พลิกตำราคืนคุณค่าสู่สังคม

 

"พร้าวโมเดล"พลิกตำราคืนคุณค่าสู่สังคม

 

"พร้าวโมเดล"พลิกตำราคืนคุณค่าสู่สังคม

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท