
เครือข่ายองค์กรสุขภาพจี้สอบบอร์ดองค์กรเภสัช
เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ยื่นหนังสือดีเอสไอ ให้ตรวจสอบคณะกรรมการองค์กรเภสัชกรรม(อภ.) ส่อแววทุจริต
เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ยื่นหนังสือดีเอสไอ ให้ตรวจสอบคณะกรรมการองค์กรเภสัชกรรม(อภ.) ส่อแววทุจริต
วันที่ 22 ก.ค. เวลา 10.00 น.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เครือข่ายองค์กรสุขภาพ นำโดยนายแพทย์วชิระ บถพิบูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมพวง ในฐานะตัวแทนชมรมแพทย์ชนบท เภสัชกรหญิงศิริพร จิตรประสิทธิศิริ ตัวแทนชมรมเภสัชกรชนบท นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย และน.ส.แสงศิริ ตรีมรรคา ตัวแทนกลุ่มรักหลักประกันสุขภาพ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้ดีเอสไอตรวจสอบคณะกรรมการองค์กรเภสัชกรรม(อภ.)ชุดที่มีนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธาน และนายแพทย์สุวัช เซียศิริวัฒนา เป็นผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายส่อทุจริต อันทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ โดยมีพ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจน์นิรันดร์กิจ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 2 รับเรื่องดังกล่าวไว้ตรวจสอบ
นพ.วชิระ กล่าวว่า เครือข่ายองค์กรสุขภาพ ได้นำหลักฐานมามอบให้ดีเอสไอเพื่อขอให้ตรวจสอบและรับกรณีนี้เป็นคดีพิเศษ ซึ่งมีอยู่ 4 ประเด็นหลักคือ 1.การก่อสร้างโรงงานผลิตยารังสิตของอภ. ซึ่งก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2552 ยังไม่แล้วเสร็จ แต่ผอ.และบอร์ดยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้าง และร่างTOR ใหม่ เอื้อแก่บริษัทที่เคยทิ้งงานและไม่ขึ้นบัญชีดำบริษัทที่ทิ้งงาน ทั้งที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเคยทักท้วงมา โดยที่โรงงานผลิตยารังสิตนั้นไม่สามารถสร้างเสร็จได้ทันกำหนด ส่งผลให้เครื่องจักร อุปกรณ์ต่างๆ ที่มีราคาสูงเสื่อมสภาพ เพราะไม่ได้ใช้งาน และทยอยหมดอายุรับประกันตามสัญญา เช่นเครื่องChiller (เครื่องทำความเย็น) ราคากว่า ร้อยล้านบาท ซึ่งหมดประกันไปเมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
2.โรงงานผลิตยาของ อภ.ที่ถนนพระราม6 ที่ต้องปิดปรับปรุงเพื่อให้ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดGMPในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งถ้าโรงงานผลิตยาที่รังสิตสร้างไม่เสร็จ ก็จะเกิดปัญหาไม่มีโรงงานรองรับการผลิตยาได้เพียงพอ ส่งผลให้โรงพยาบาลประสบปัญหาการบริหารยา กระทบต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ผู้ป่วยเบาหวาน โรคระบบหัวใจและหลอดเหลือดนอกจากนี้ ปัจจุบันยังพบว่าโรงงานผลิตยาที่รังสิต ต้องเสียค่าสาธารณูปโภค และอื่นๆ เดือนละหลายแสนบาทด้วย
3.การก่อสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งหลังจากบอร์ด อภ. ปลดนายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ผอ.อภ.ในขณะนั้น แต่กลับไม่มีการเร่งรัดเพื่อให้การก่อสร้างแล้วเสร็จโดยเร็ว
และ4ขอให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณกว่า 12 ล้านผิดวัตถุประสงค์ของนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข โดยนำไปมอบให้กับมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด
อย่างไรก็ตาม ถ้าองค์การเภสัชกรรมมีภาวะที่อ่อนแอ ไม่สามารถผลิตยาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็น ให้กับประเทศได้ จะส่งผลกระทบต่อหลักประกันสุขภาพ เพราะต้นทุนยาจะมีราคาสูงขึ้น







