posttoday
ล้างประชานิยมงานหิน"กกต."

ล้างประชานิยมงานหิน"กกต."

22 กรกฎาคม 2557

“นโยบายประชานิยม” นับเป็นประเด็นหนึ่งที่เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“นโยบายประชานิยม” นับเป็นประเด็นหนึ่งที่เกิดกระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างจริงจัง หลังจากนโยบายที่ทุกพรรคการเมืองบอกว่าเป็นยาวิเศษมาตลอดกว่า 10 ปี กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่กลับเป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน...

ปัญหาของนโยบายประชานิยมที่ว่านั้น คือ การใช้เม็ดเงินงบประมาณของประเทศเกินกว่าความจำเป็น จนสร้างความเสียหายในเชิงงบประมาณให้กับประเทศอย่างมหาศาล ดังจะเห็นได้จากล่าสุดที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดทางอาญา “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ในการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าว

ประเด็นสำคัญที่นำมาซึ่งการชี้มูลความผิดยิ่งลักษณ์ อยู่ที่ความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นจากการบริหารนโยบาย ซึ่ง ป.ป.ช.ได้มีความเห็นในเบื้องต้นว่าโครงการนี้มีตัวเลขความเสียหายที่มาจากภาวะการขาดทุนถึงประมาณ 5 แสนล้านบาท รวมทั้งการไม่ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้ารัฐบาลของยิ่งลักษณ์เพื่อยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลในขณะนั้นได้รับเสียงท้วงติงจากหลายฝ่าย

จากปัญหาที่เกิดขึ้นในภาพรวมทำให้ ป.ป.ช.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเข้ามาเป็นแม่งานในการปฏิรูปนโยบายประชานิยม

เมื่อไม่นานมานี้ กกต.และ ป.ป.ช.ได้มีการพูดคุยกันเป็นการภายในมาแล้วว่าจะกำหนดกลไกเพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างไร โดยได้ข้อสรุปว่า กกต.จะเข้ามาทำหน้าที่กลั่นกรองนโยบายของพรรคการเมืองที่จะใช้สำหรับหาเสียงเลือกตั้ง ในฐานะที่ กกต.มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของพรรคการเมือง ส่วน ป.ป.ช.จะช่วยเหลือในด้านข้อมูล

ทั้งนี้ ในส่วนของ กกต.มีแนวทางที่เตรียมจะให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาแล้ว โดยมีสาระสำคัญอยู่ 2 ข้อ คือ 1.พรรคการเมืองต้องเสนอนโยบายต่อ กกต. และถ้าเป็นนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณมากต้องให้สำนักงบประมาณและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเห็นชอบก่อน เพื่อให้รับรู้เรื่องความเป็นไปได้และภาระงบประมาณของประเทศ 2.หากพรรคการเมืองหรือนักการเมืองมีการบิดเบือนหรือแก้ไขรายละเอียดของนโยบายที่ผ่านความเห็นชอบของ กกต. ให้ถือเป็นการทุจริตที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง มีผลให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งและบุคคลในพรรคการเมืองนั้นต้องถูกดำเนินคดีและยุบพรรคการเมือง

ข้อเสนอที่ออกมาจาก กกต.ดังกล่าว ถ้าทำได้ไม่ว่าจะอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเลือกตั้งจะถือว่าเป็นการพลิกโฉมหน้าของประเทศครั้งใหญ่ เดิมทีพรรคการเมืองสามารถออกนโยบายหาเสียงเลือกตั้งได้อย่างเป็นอิสระปราศจากการควบคุมของ กกต.และองค์กรอิสระอื่นๆ

แต่ใช่ว่า กกต.จะไม่มีอำนาจควบคุมนโยบายพรรคการเมืองเสียทีเดียว เพราะในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 ซึ่งยังมีผลบังคับใช้อยู่ตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 ได้มีบทบัญญัติให้อำนาจ กกต.ควบคุมนโยบายของพรรคเมืองอยู่หลายมาตรา แต่เป็นการใช้อำนาจทางอ้อม อาทิ

หัวหน้าพรรคต้องส่งนโยบายพรรคให้ กกต.ก่อนจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง

คณะกรรมการบริหารพรรคต้องออกนโยบายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง มีอำนาจออกหนังสือไปยังพรรคการเมืองหากเห็นว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการที่ฝ่ากับนโยบายพรรค

พรรคการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคจะต้องส่งมาให้ประธาน กกต.พิจารณาภายใน 30 วัน

ทว่า อำนาจของ กกต.ตามกฎหมายปัจจุบันเป็นลักษณะของการตั้งรับมากกว่า โดยในกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจแก่ กกต.ในการใช้อำนาจคัดค้านนโยบายพรรคการเมืองเอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งต่างกับอำนาจการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกตั้ง ทำให้ กกต.ไม่สามารถกลั่นกรองนโยบายพรรคเมืองได้ตั้งแต่ต้นน้ำ

ประกอบกับท่าทีของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านมามักจะแสดงออกถึงการไม่รับผิดชอบต่อนโยบายของตัวเอง เวลานโยบายนั้นไปสร้างความเสียหายและก่อให้เกิดความขัดแย้ง อย่างที่มักจะได้เห็นคำพูดว่า

“แม้จะเกิดความเสียหายแต่ก็ต้องทำเพราะเป็นนโยบายที่หาเสียงไว้กับประชาชน” หรือ “ถ้าไม่ทำนโยบายนี้ก็เท่ากับเป็นการทรยศต่อประชาชน” สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบวกกับจังหวะที่นักการเมืองไม่ใช่ผู้ถืออำนาจรัฐ กกต.จึงเห็นว่ามีความเหมาะสมและความชอบธรรมมากพอที่จะถือโอกาสนี้สร้างกลไกสกัดนโยบายประชานิยม

อย่างไรก็ตาม กกต.ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าแนวทางของ กกต.กำลังก่อให้เกิดคำถามอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะขั้นตอนการของการปฏิบัติ

ทั้งนี้ ในโครงสร้างนโยบายของพรรคการเมืองหนึ่งนโยบายย่อมมีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวข้องกันในหลายมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทำให้มีคำถามตามมาว่า กกต.และหน่วยงานภาครัฐอี่นๆ ที่ไม่ใช่องค์กรอิสระที่ กกต.จะเชิญมาให้ความเห็นนั้นจะสามารถพิจารณาได้อย่างรอบคอบหรือไม่

“กกต.” ถูกสร้างมาเพื่อดูแลจัดการการเลือกตั้งให้มีความบริสุทธิ์และยุติธรรม “หน่วยงานรัฐ” ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติเป็นหลัก หากให้มาทำหน้าที่ให้ความเห็นในนโยบายพรรคการเมืองอาจจะทำได้เพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น

นอกจากนี้ กกต.จะมีกระบวนการกลั่นกรองนโยบายพรรคการเมืองอย่างไรเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติด้วย

ปัจจุบันพรรคการเมืองหลายพรรคมีนโยบายใกล้เคียงกัน เพียงแต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อยในรายละเอียด เช่น นโยบายการดูแลผลผลิตทางเกษตร หากเกิดกรณีที่ กกต.ให้ความเห็นชอบนโยบายดังกล่าวของพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ไม่ให้ความเห็นชอบกับนโยบายของอีกพรรคหนึ่ง เท่ากับว่า กกต.ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานในเรื่องความเป็นกลางโดยไม่จำเป็น

เหนืออื่นใด การให้องค์กรอิสระเข้ามามีอำนาจให้คุณให้โทษแก่นโยบายพรรคการเมือง อาจเป็นการสร้างความสั่นคลอนในเรื่องหลักการตรวจสอบถ่วงดุลด้วย

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องที่ กกต.ต้องสร้างความสมดุลให้ดีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสภาพของการแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน แต่กลับไปสร้างปัญหาในอนาคต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท