posttoday
ปฏิรูปประเทศไทย(5)

ปฏิรูปประเทศไทย(5)

22 กรกฎาคม 2557

นอกจากมีส่วนสำคัญในการปฏิรูปการเมืองจนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว ศ.นพ.ประเวศ วะสี ยังมีบทบาทสำคัญในการ “ปฏิรูป” ระบบสุขภาพจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลดีแก่ประชาชนมากมาย เช่น เรื่องการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ การสร้างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงระบบเพื่อการปฏิรูประบบสุขภาพ การเคลื่อนไหวผลักดันจนเกิดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ การสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการเกิดขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น

นอกจากมีส่วนสำคัญในการปฏิรูปการเมืองจนทำให้เกิดรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว ศ.นพ.ประเวศ วะสี ยังมีบทบาทสำคัญในการ “ปฏิรูป” ระบบสุขภาพจนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นผลดีแก่ประชาชนมากมาย เช่น เรื่องการรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ การสร้างสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข เพื่อสร้างองค์ความรู้เชิงระบบเพื่อการปฏิรูประบบสุขภาพ การเคลื่อนไหวผลักดันจนเกิดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ การสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และการเกิดขึ้นของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น

การเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพเป็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะปฏิรูป เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและระบบ หลักการและเป้าหมายสำคัญคือ การสร้างองคาพยพที่หลากหลายขึ้นภายนอกกระทรวงสาธารณสุข แต่ยังเชื่อมโยงกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้มีองค์กรที่สามารถแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนได้อย่างเหมาะสมกับสภาพปัญหาสาธารณสุข และปัญหาสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก ลำพังกระทรวงสาธารณสุขโดยเอกเทศย่อมไม่พอเพียงแก่การรับมือกับปัญหา และโดยสถานะที่เป็นส่วนราชการย่อมมีข้อจำกัดที่จะถูกครอบงำโดยอำนาจการเมืองโดยตรง จึงจำเป็นต้องสร้างกลไกใหม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ และป้องกันการใช้อำนาจฉ้อฉลจากระบบการเมืองที่สามานย์ด้วย

จากประสบการณ์ในการปฏิรูประบบสุขภาพ ควบคู่กับการมองเห็นปัญหาและข้อจำกัดของการปฏิรูปการเมืองตามรัฐธรรมนูญ 2540 จึงทำให้มีการเคลื่อนไหวเรื่องการปฏิรูปมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลักการสำคัญคือจะต้องมีการปฏิรูปในภาคส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากการปฏิรูปการเมือง

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ทำให้การปฏิรูประบบสุขภาพประสบความสำเร็จคือ ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา ซึ่งมีหลักการสำคัญคือจะต้องทำ 3 อย่างควบคู่กันไป ได้แก่ ยุทธศาสตร์เรื่องความรู้ ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภาคประชาสังคม และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเรื่องนโยบาย

ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ “ขุนพล” คนสำคัญที่ทำงานรณรงค์เรื่องบุหรี่และเป็นคนสำคัญที่ผลักดันจนเกิดสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้เขียนเล่าประสบการณ์การทำงานเคลื่อนไหวไว้อย่างน่าสนใจรวมพิมพ์เป็นหนังสือแล้วถึง 4 เล่ม มีข้อสรุปชัดเจนว่า งานทุกอย่างที่สำเร็จล้วนต้องใช้ยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา หลายงานที่ใช้เพียง 1 หรือ 2 ยุทธศาสตร์ ล้วนไม่สำเร็จ รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถขับเคลื่อนทั้ง 3 ยุทธศาสตร์ กล่าวคือมีการสร้างองค์ความรู้ ขับเคลื่อนภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวาง จนสามารถผลักดันผู้กุมอำนาจได้อย่างมีพลัง จนแม้แต่ เสนาะ เทียนทอง หัวหอกสำคัญที่คัดค้านรัฐธรรมนูญนี้ สุดท้ายก็ต้องประกาศในสภาขณะลงมติว่า “รับครับ” แต่หลังจากรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว การขับเคลื่อนขาดความต่อเนื่อง โดยฐานความรู้เดิมก็ยังไม่พอเพียง และ “คน” ยังเป็นตัวปัญหาหลัก ในที่สุดการปฏิรูป จึงสะดุด

จากบทเรียนเหล่านี้ จึงเกิดขบวนการปฏิรูปประเทศไทยก่อหวอดทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดประเด็นศึกษาและนำเสนอเป็นระยะๆ ส่วนใหญ่การประชุมเกิดขึ้นที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จนเมื่อเกิดวิกฤตความรุนแรงเมื่อปี 2553 จึงมีข้อเสนอจาก “ภาคประชาชน” ให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปขึ้น

คณะกรรมการปฏิรูปนำโดย อานันท์ ปันยารชุน และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปนำโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี ทำงานเป็นอิสระต่อกัน แต่เชื่อมโยงกัน ทั้งสองคณะต่างวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาออกมาตรงกันว่า ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยคือ ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำ โดยมีการแปลหนังสือสำคัญที่เขียนถึงปัญหานี้ออกมา 2 เล่ม โดยนักแปลมือดีคือสฤณี อาชวานันทกุล คือ “ราคาของความเหลื่อมล้ำ” แปลจาก The Price of Inequality ของ Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล โจเซฟ สติกลิตซ์ ได้วิเคราะชี้ชัดว่าระบบเศรษฐกิจการเมืองของสหรัฐนั้น เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนชั้นบนร้อยละ 1 เท่านั้น ต้องไม่ลืมว่าสหรัฐเป็นเจ้าแห่งโลกาภิวัตน์ ซึ่งมีอิทธิพลทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกปัจจุบัน เป็นระบอบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) ซึ่งทำให้ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำยิ่งมากขึ้น

หนังสืออีกเล่มหนึ่งคือ “ความ(ไม่)เท่าเทียม” แปลจาก The Sprit Level ของริชาร์ด วิลคินสัน และเคท พิกเคตส์ วิเคราะห์ปัญหาสังคมในประเทศร่ำรวย และ 50 รัฐในสหรัฐเปรียบเทียบกัน พบว่าปัญหาสังคมรวมทั้งปัญหาสุขภาพ เช่น ท้องวัยรุ่น ยาเสพติด อาชญากรรม ในประเทศและรัฐที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ปัญหาเหล่านี้ก็จะสูงตาม

ทางแก้ปัญหาก็คือต้องลดความเหลื่อมล้ำ

คณะกรรมการปฏิรูปชุดอานันท์ได้จัดทำข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำหลายเรื่อง เช่น การปฏิรูปการจัดการที่ดินเพื่อการเกษตร มีข้อเสนอสำคัญคือการจำกัดเพดานการถือครองที่ดินไม่เกินครอบครัวละ 50 ไร่ การสร้างความเป็นธรรมในระบบงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม มีข้อเสนอสำคัญให้แบ่งงบประมาณร้อยละ 5 จัดสรรตามระดับการพัฒนาของแต่ละจังหวัด จังหวัดใดยากจนจะได้รับงบประมาณมาก โดยให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนและบริหารงบประมาณ

ข้อเสนอสำคัญที่สุดของคณะกรรมการปฏิรูปคือ ข้อเสนอการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจมีข้อเสนอสำคัญคือ ลดอำนาจส่วนกลาง ลดหรือยกเลิกอำนาจส่วนภูมิภาค เพิ่มอำนาจท้องถิ่น และเพิ่มบทบาทของภาคประชาชน

ในส่วนของคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปมีการจัดตั้งเครือข่ายการปฏิรูปถึง 13 เครือข่าย เพื่อปฏิรูปด้านต่างๆ ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศิลปิน องค์กรชุมชน ประชาสังคมจังหวัด การสื่อสาร ผู้เสียโอกาส คนเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ อุดมศึกษา ผู้ใช้แรงงาน สตรี เกษตรกร เยาวชน มีการจัดสมัชชาปฏิรูประดับชาติ 3 ครั้ง ได้มติรวม 21 ข้อมีองค์กรและเครือข่ายต่างๆ เข้าร่วมกว่า 600 องค์กรและเครือข่าย

ทั้งคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปต่างขับเคลื่อนใน 2 ยุทธศาสตร์คือ ยุทธศาสตร์ความรู้และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภาคประชาสังคม แต่ไม่ได้มีการขับเคลื่อนทางนโยบายโดยตรง ความจริงในข้อเสนอเพื่อการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปทั้งสองคณะ มีการเสนอกลไกที่ 3 คือ คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วย แต่มีการตัดออกไป ทำให้การขับเคลื่อนทำไปเพียง 2 ส่วนเท่านั้น จึงยากที่จะมีผลให้เกิดการปฏิรูปจริง ตราบใดที่ยังไม่มีการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้ง ในขณะที่คณะกรรมการทั้งสองคณะไม่ได้แตะเรื่องการปฏิรูปการเมืองโดยตรงเลย

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์