posttoday
จับตา 6 วิกฤตโลก... ตลาดทุนต้องระวัง!

จับตา 6 วิกฤตโลก... ตลาดทุนต้องระวัง!

22 กรกฎาคม 2557

แม้ว่าปัจจัยหลายอย่างจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

แม้ว่าปัจจัยหลายอย่างจะสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยหลายประเทศเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2009 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เสียทีเดียวว่า ในปี 2014 นี้มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้เส้นทางการลงทุนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีภัยความมั่นคงและปัญหาการเมืองบนเวทีโลกนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

เว็บไซต์ ซีเอ็นเอ็นมันนี เผยแพร่บทความแสดงความเห็น ระบุว่า มี 6 ความเคลื่อนไหวสำคัญ ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ที่ทำให้ตลาด “กระทิง” ที่กำลังทะยานแรงของสหรัฐต้องสะดุดตัวลง และยังส่งผลกระทบต่อทิศทางของตลาดหุ้นด้วย

1) เหตุการณ์ทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ ที่ทำให้เกิดความผันผวนอย่างรุนแรง โดยปัจจัยหลักจากกรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศจะปรับลดการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ครั้งแรกในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนที่ก่อนหน้านี้ได้รับแรงหนุนจากนโยบายคิวอีให้หอบทุนไปเก็งกำไรนอกประเทศ ต่างหอบเม็ดเงินกลับมาสหรัฐและกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างรวดเร็ว

จนทำให้สกุลเงินของประเทศตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในบราซิล อินเดีย อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ และตุรกี จนเป็นที่เรียกขานกันในช่วงนั้นว่า “กลุ่มเปราะบาง 5 ประเทศ”

ความผันผวนดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะในตลาดเกิดใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงตลาดทุนในสหรัฐด้วย เนื่องจากนักลงทุนหวั่นเกรงว่าภาวะความวุ่นวายในตลาดเกิดใหม่จะส่งผลกระทบมาถึงตนเช่นกัน จึงส่งผลให้ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ดิ่งลงอย่างรุนแรงถึง 6% ตั้งแต่ช่วงวันที่ 21 ม.ค.-5 ก.พ.

2) รัสเซียผนวกไครเมีย นับเป็นอีกกรณีที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกต่อแวดวงการลงทุนเช่นกัน เพราะเป็นชนวนเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มประเทศซีกโลกตะวันตกตัดสินใจงัดมาตรการคว่ำบาตรออกมาใช้ นับว่าสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะยุโรปกับรัสเซียที่เป็นคู่ค้าก๊าซธรรมชาติรายใหญ่

ความตึงเครียดระหว่างตะวันตกกับรัฐบาลเคลมลินเป็นการผลักดันให้นักลงทุนหันไปลดพอร์ตในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง และลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย อาทิ ทองคำ แทน ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นหลายแห่งในช่วงนั้นปรับตัวลดลง

ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งจากความกังวลว่า การคว่ำบาตรรัสเซียที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ อาจนำไปสู่สถานการณ์ปริมาณพลังงานที่ป้อนเข้าสู่ตลาดโลกลดต่ำลง

3) ความเข้าใจผิดต่อแถลงการณ์ของเฟด เป็นปัญหาที่มีมาตั้งแต่ก่อน เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดคนปัจจุบันจะเข้ามารับตำแหน่งเสียอีก เนื่องจากทิศทางนโยบายของเฟดส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อทิศทางตลาดทุนและตลาดการเงินทั่วโลก การออกแถลงการณ์ของเฟดในแต่ละครั้งจึงมีความสำคัญต่อการตัดสินใจของนักลงทุนสูงทีเดียว

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มี.ค. เยลเลนได้ระบุว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเวลาที่เหมาะสม หรือช่วงเดือน ก.ย. ซึ่งถึงแม้เยลเลนจะไม่ได้ตั้งใจให้เกิดความผันผวนขึ้น แต่แถลงการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวลดลงเกือบ 1.8% ด้วยความที่นักลงทุนเชื่อว่าช่วงเวลาดังกล่าวตลาดยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะรองรับการขึ้นดอกเบี้ย

4) ภาวะแรงขับเคลื่อนชะลอตัว สิ่งที่ตามมาหลังจากตลาดหุ้นทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเสมอ คือความกังวลว่าอาจเกิดภาวะ “ฟองสบู่” ตลาดหุ้นสหรัฐที่ร้อนแรงอย่างเต็มที่ในช่วงนี้จึงอ่อนไหวต่อคำว่าฟองสบู่มาก

เห็นได้ชัดจากที่เยลเลนเพียงแต่ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ว่า ราคาหุ้นกลุ่มโซเชียลเน็ตเวิร์กและไบโอเทคนั้น “แพงเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง” ก็เพียงพอจะทำให้นักลงทุนแห่เทขายแล้ว โดยหุ้นของราคาหุ้น “เฟซบุ๊ก อิงค์” ปรับลดลงไปถึง 1.7% ขณะที่ราคาหุ้น “ทวิตเตอร์” ลงลง 0.6% ภายในวันเดียว

ซีเอ็นเอ็นมันนีระบุว่า แม้ท้ายที่สุดสถานการณ์ในกลุ่มหุ้นโซเชียลเน็ตเวิร์กจะกลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่แรงขับเคลื่อนในกลุ่มหุ้นดังกล่าวยังคงไม่ฟื้นเหมือนเก่า

5) กลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรักและเลเวนต์ (ไอเอสไอแอล) รุกรานอิรัก เช่นเดียวกับกรณีความตึงเครียดในยูเครน การรุกคืบอย่างรวดเร็วของกลุ่มไอเอสไอแอลเป็นที่น่าหวาดผวาของนักลงทุนเป็นอย่างยิ่งว่า ความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายจะทำให้การส่งออกน้ำมันของอิรักที่ป้อนเข้าสู่ตลาดโลกต้องหยุดชะงักลง

ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกแพงปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบที่ตลาดเบรนต์ ทะเลเหนือ ปรับตัวขึ้นไปเฉลี่ยถึง 116 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในช่วงเวลาดังกล่าว

ถึงแม้ว่าสถานการณ์น้ำมันแพงจะคลี่คลายลงในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี หากราคาน้ำแพงอย่างต่อเนื่อง ย่อมทำให้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงอย่างแน่นอน เพราะทำให้ทั้งต้นทุนการยังชีพการทำธุรกิจสูงตามไปด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น หากมองอีกแง่หนึ่งคือ ความสำเร็จในการยึดครองพื้นที่ในอิรักอย่างรวดเร็วยังเป็นการยกระดับปัญหากลุ่มแบ่งแยกดินแดนในระดับภูมิภาค ซึ่งอาจจะเป็นการกระตุ้นสหรัฐส่งทหารกลับไปในตะวันออกกลางอีกครั้ง

6) กรณีธนาคารโปรตุเกสสร้างความตื่นตระหนก ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่บริษัทแม่ของ บังโค เอสปิริโต ซานโต ธนาคารยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโปรตุเกส แจ้งขอเลื่อนการไถ่ถอนตราสารหนี้ระยะสั้นกับลูกค้าบางส่วนเมื่อวันที่ 10 ก.ค. และเปิดเผยว่ายังมีกรณีบริษัทปกปิดเงินบัญชีอีก ทำให้นักลงทุนกังวลว่ากรณีดังกล่าวจะลุกลามเหมือนที่เคยเกิดขึ้นใน “วิกฤตหนี้ยุโรป” อีกครั้ง จนทำให้เกิดตลาดหุ้นกลุ่มซีกโลกตะวันตกดิ่งลงอย่างแรง

โดยดัชนีตลาดหุ้นโปรตุเกสปรับตัวลดลง 4.2% ขณะที่ดัชนีสต๊อกซ์ยุโรป 600 ซึ่งเป็นดัชนีกลุ่มหุ้นภาคการเงินปรับตัวลดลง 1.1% ภายในวันเดียว ขณะที่ฝั่งสหรัฐเองก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดตัวลดลง 1.8% ในวันดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ทั้ง 6 ข้อระบุไว้อาจไม่ได้ส่งผลเสียต่อนักลงทุนเสมอไป เพราะหากลองปรับมุมมอง นักลงทุนก็สามารถเปลี่ยนภาวะตลาดหุ้นร่วง “วิกฤต” ให้เป็น “โอกาส” ได้เช่นกัน

“แม้บางสถานการณ์บางอย่างจะส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงแรง แต่ในความเป็นจริงก็นับเป็นโอกาสดีในการช้อนซื้อทีเดียว” เอ็ด ยาร์เดนี ประธานของบริษัท ยาร์เดนี รีเสิร์ช ผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนในสหรัฐ กล่าว

กระนั้นก็ตาม นักลงทุนต้องไม่ลืมว่า แม้เศรษฐกิจโลกในปีนี้จะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังคงความอ่อนไหวต่อปัจจัยกระทบจากภายนอกอยู่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความมั่นคงที่ดูเหมือนจะปะทุขึ้นทั่วทุกมุมโลก และพร้อมจะทำให้ตลาดหุ้นที่กำลังทะยานแรงสะดุดได้เสมอ

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์