
คุมเงินบาทไม่ให้แกว่ง
รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทวันที่ 21 ก.ค. แข็งค่าสูงที่สุดในรอบ 8 เดือน โดยปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 32.12-32.14 บาท/เหรียญสหรัฐ ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเพราะนักลงทุนในตลาดเงินโลกมีความเชื่อมั่นในตลาดเอเชียมากขึ้น และมีข่าวว่า คสช.อาจปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวสูงกว่า 2.5%
รุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ค่าเงินบาทวันที่ 21 ก.ค. แข็งค่าสูงที่สุดในรอบ 8 เดือน โดยปิดตลาดอยู่ที่ระดับ 32.12-32.14 บาท/เหรียญสหรัฐ ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเพราะนักลงทุนในตลาดเงินโลกมีความเชื่อมั่นในตลาดเอเชียมากขึ้น และมีข่าวว่า คสช.อาจปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัวสูงกว่า 2.5%
นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่า ก.ล.ต.อนุญาตให้บริษัทต่างประเทศสามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้สะดวกขึ้น ซึ่งน่าจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีความกว้างและลึกมากขึ้นในอนาคต
“หากนับจากต้นปีเงินบาทแข็งค่าขึ้นเป็นลำดับกลางๆ เมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาค 9 ประเทศโดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น 2.75% เป็นอันดับที่ 4 ในอาเซียน” รุ่ง กล่าว
วัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การที่มีกระแสเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นต่อเนื่องระยะนี้ ทำให้ทั้งผู้นำเข้าและส่งออกคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะเป็นเงินบาทแข็งค่า แต่การที่แข็งค่า 32 บาท/เหรียญสหรัฐลงมา ภายในเวลาไม่กี่วันนี้ก็ถือเป็นการเคลื่อนไหวในอัตราที่เร็ว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าเงินบาทแข็งค่าสอดคล้องกับภูมิภาค ทำให้เอกชนกังวลต่อความสามารถในการแข่งขันไม่มาก แต่หากปรากฏว่าเกิดการผันผวนเกินไปก็อาจจะสร้างผลกระทบในแง่ลบ ดังนั้นนอกจากเอกชนต้องเร่งป้องกันความเสี่ยงแล้ว ยังอยากให้ทาง ธปท.เข้าดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เอื้อต่อการส่งออก คือ 32-33 บาท/เหรียญสหรัฐ ให้สอดคล้องกับจังหวะนี้ที่เศรษฐกิจต้องการการขยายตัวของการส่งออก
อัมพวัน พิชาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กล่าวว่า อยากแนะนำให้ผู้ส่งออกทำประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทไว้ เนื่องจากแนวโน้มค่าเงินบาทในปัจจุบันมีความผันผวนสูง จากปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบที่มีมากขึ้น เห็นได้จากสัปดาห์ก่อนค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่า 31 บาทกว่า/เหรียญสหรัฐ เนื่องจากเงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศภูมิภาคเอเชีย เพราะหลายประเทศในเอเชียยังมีความน่าสนใจในด้านการลงทุนทั้งอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นมา ในสัปดาห์นี้ทิศทางเงินบาทอ่อนค่ามาแตะอยู่ที่ 32 บาท/เหรียญสหรัฐ ก็เป็นไปตามกระแสเงินไหลและเข้าออก ผู้ประกอบการจึงควรบริหารความเสี่ยงให้ดี
“ตัวเลขจากแบงก์ชาติระบุว่าค่าเงินบาทไทยในช่วงครึ่งปีแรกมีความผันผวน 4.3% ถือว่าผันผวนปานกลางค่อนไปทางสูง และหากเทียบกับสิ้นปีเงินบาทอ่อนค่าขึ้นมา 1.3% แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับการส่งออกไทยมากนัก เพราะเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ศักยภาพการส่งออกไทยเพิ่มขึ้น แต่ก็มีผลกระทบในแง่การนำเข้า โดยยังคงเป้าหมายส่งออกปีนี้ไว้ที่ 3.5%” อัมพวัน กล่าว
พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า อัตราแลกเปลี่ยนขณะนี้ยังแกว่งตัวในช่วงแคบๆ ซึ่งภาคเอกชนยังคงไม่ต้องปรับตัวมาก และจากการหารือร่วมกับภาครัฐ พบว่า จะมีการใช้มาตรการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับเหมาะสม ซึ่งสิ่งที่เอกชนต้องการคือความมีเสถียรภาพของค่าเงินบาทไม่แกว่งตัวมากไปและต้องใกล้เคียงกับค่าเงินระดับภูมิภาคถึงจะแข่งขันได้
ช่วงปี 2529-2539 ไทยเคยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยสูงที่สุดในประวัติการณ์ถึง 9.25% ต่อปี เพราะมีการลงทุนกระตุ้นเศรษฐกิจหลายด้าน โดยช่วงก่อนหน้านั้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีการลงทุนที่หลากหลายที่เป็นการวางรากฐาน เช่น การก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติ การพัฒนาโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด หลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่ปี 2540 เศรษฐกิจจะเติบโตเฉลี่ย 2.5% และฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 5.08% ในปี 2543-2550
ล่าสุดจีดีพีของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 2.92%







